.

Oct 8, 2009

วิเคราะห์ปัญหาของระบบการศึกษาไทย กับการแก้ปัญหาของรัฐบาลประเด็นนโยบายเรียนฟรี 15 ปี

    Producing brainless parrots are Thai school's specialty


โดย ภัทรษมน รัตนางกูร


วิเคราะห์ระบบการศึกษาไทย (SWOT Analysis)


จุดแข็ง
1. ระบบการศึกษาของไทยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมายเดียวกันทำให้การบริหารจัดการและการมุ่งสู่เป้าหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว
2. มีหลักสูตรที่ผลิตบุคลากรทางการศึกษา ที่มีคุณภาพสามารถสร้างความพึงพอใจแก่นายจ้าง
3. หลักสูตรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีการปฏิบัติการ และเสริมสร้างประสบการณ์จริงทำให้หลักสูตรเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
4. มีการสนับสนุนงบประมาณสำหรับนักศึกษาหรือทุนการศึกษาในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย เป็นการส่งเสริม พัฒนา ปลูกฝังจิตสำนึกให้กับนักศึกษา ทำให้นักศึกษาได้รับการยอมรับจากนายจ้าง
5. มีการส่งเสริมให้คณาจารย์จัดทำงานวิจัยที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งงานวิจัยเต็มรูปแบบและวิจัยเอกสารเพื่อตอบสนองพันธกิจของระบบการศึกษาไทย
6. มีโครงการความร่วมมือและให้ความช่วยเหลือต่อสังคมด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมโดย มีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจน
7. มีการกระจายอำนาจทางการบริหารจัดการเพื่อลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานรวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่และขอบข่ายงานชัดเจนทำให้การบริหารจัดการการศึกษามีความคล่องตัว


จุดอ่อน

1. ปัญหาครูอาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาของไทยส่วนใหญ่ ยังขาดความเข้าใจว่า การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงนั้นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อย่างถึงราก ถึงโคน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำงาน ของผู้บริหารการศึกษาและครูอาจารย์ เปลี่ยนแปลงหลักสูตร
2. ปัญหาการขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูป การศึกษา มองปัญหาเรื่องการศึกษาอย่างเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นในสังคมแบบเป็นระบบองค์รวม
3. ปัญหาระบบคัดเลือก การบริหารและการให้ความดีความชอบครูอาจารย์ ผู้บริหารและ บุคลากรทางการศึกษา อยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิรูปทางการศึกษา
4. ปัญหาด้านประสิทธิภาพการใช้งบประมาณการศึกษาในแง่คุณภาพของผู้จบการศึกษา ทุกระดับต่ำกว่าหลายประเทศ ทั้งๆที่การจัดสรรงบประมาณการศึกษาของรัฐบาล คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรืองบประมาณประจำปีทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
5. ปัญหาระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อใน มหาวิทยาลัย รวมทั้งการศึกษาระดับอื่นๆด้วย ยังเป็นการสอบแบบปรนัย เพื่อวัดความสามารถในการจดจำข้อมูล ทำให้ขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ที่เสนอว่า ควรให้ผู้เรียนได้หัด คิดวิเคราะห์เป็น


โอกาส

1. หน่วยงานหลักของประเทศที่รับผิดชอบการศึกษาระดับอุดมศึกษากำหนดภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาไว้อย่างชัดเจน คือ การเรียนการสอน การวิจัย การบริการทางวิชาการสู่สังคมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการดำเนินงาน
2. มีองค์ประกอบมาตรฐานคุณภาพและดัชนีบ่งชี้ที่กำหนดเป็นกรอบและแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษา
3. สกอ. กำหนดนโยบายและแผนงานในการสนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาการเรียนการสอนและการพัฒนาประเทศ
4. การเลื่อนฐานะจากสถาบันเป็นมหาวิทยาลัยส่งผลให้ความต้องการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้นและมีอิสระในการบริหารจัดการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
5. กระแสสังคมและนโยบายของรัฐที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นภารกิจหลักของสถาบันการศึกษาส่งผลให้มีความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นมากขึ้น


ข้อจำกัดหรือภัยคุกคาม

1. ภารกิจหลักของสถานศึกษามีมากถึง 4 ด้าน คือ ด้านการเรียนการสอน ด้านการวิจัย ด้านการบริการทางวิชาการ และด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ทำให้การดำเนินงานไม่สมบูรณ์ครบทุกด้านเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ
2. สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องรับนักศึกษาจำนวนมาก และรับนักศึกษาจากท้องถิ่นทำให้เป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะนโยบายรัฐบาลโดยรวม
3. สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนส่งผลให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในบางสาขาหางานได้ยากขึ้น


ประเด็นยุทธศาสตร์และเป้าประสงค์


ประเด็นยุทธศาสตร์(Strategic Issues) เป้าประสงค์(Goals)

1. จัดการศึกษาทุกๆ ด้านอย่างมีคุณภาพ

1.1 เป็นแหล่งการศึกษาเชิงบูรณาการที่เข้มแข็งและได้มาตรฐานสากล
1.2 สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ/วิชาชีพ

2. พัฒนาสังคมโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

2.1 ให้บริการวิชาการแก่สังคมโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

2.2 เป็นแหล่งทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

3. สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านที่ได้มาตรฐาน

3.1 สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงบูรณาการ เพื่อการแข่งขันในระดับชาติและ นานาชาติ



เป้าประสงค์และกลยุทธ์


เป้าประสงค์(Goals) กลยุทธ์(Strategies)


1. เป็นแหล่งการศึกษาเชิงบูรณาการที่เข้มแข็งและได้มาตรฐานสากล

1.1 บูรณาการหลักสูตรแบบองค์รวม
1.2 สร้างความเข้มแข็งทางวิชาชีพเฉพาะทาง
1.3 บริหารจัดการเชิงรุก

2. สร้างความเข็มแข็งทางวิชาการและวิชาชีพ

2.1 พัฒนานักศึกษาและบัณฑิตให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า
2.2 พัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ

3. ให้บริการวิชาการแก่สังคมโดยยัดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

3.1 ให้บริการวิชาการแก่สังคมที่มีคุณภาพ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

4. เป็นแหล่งทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

4.1 สนับสนุนและสืบสานงานศิลปวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อม

5. สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงบูรณาการเพื่อการแข่งขันในระดับชาติและนานาชาติ

5.1 พัฒนางานวิจัย / นวัตกรรม / สิ่งประดิษฐ์เชิงบูรณาการ เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์
5.2 เผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ความเป็นเลิศ


กลยุทธ์ / มาตรการ


กลยุทธ์(Strategies) กลวิธี/มาตรการ

1. บูรณาการหลักสูตรแบบองค์รวม

1.1 พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของ สังคมในทุกๆ ระดับการศึกษา
1.2 พัฒนาหลักสูตรต่อยอดให้แก่ผู้มีงานทำ
1.3 พัฒนาหลักสูตรร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน
1.4 จัดการเรียนการสอน e – learning
1.5 จัดระบบเทียบโอนประสบการณ์

2. สร้างความเข้มแข็งทางวิชาชีพเฉพาะทาง

2.1 จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและวิจัย
2.2 พัฒนาระบบคุณภาพที่เน้นมาตรฐานสากล

3. บริหารจัดการเชิงรุก

3.1 สร้างเครือข่ายฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
3.2 พัฒนาผู้บริหารสายเลือกใหม่
3.3 ปรับปรุงพัฒนาระบบบริหารงานสู่การเปลี่ยนแปลง
3.4 ประชาสัมพันธ์คณะฯ เชิงรุก
3.5 พัฒนาระบบสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร
3.6 แนะแนวการศึกษาเชิงรุก
3.7 หารายได้จากสินทรัพย์และองค์ความรู้ที่บุคลากรมีอยู่


4. พัฒนานักศึกษาและบัณฑิตให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

4.1 เตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่โลกอาชีพ
4.2 สร้างความตระหนักในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในการดำรงชีพ
4.3 ให้ความรู้ความเข้าใจและการยอมรับในเรื่องการยึดมั่นประกอบคุณงามความดีในการเรียน การทำงานและการดำรงชีพ
4.4 สนับสนุนส่งเสริมการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตทั้งกายและใจ
4.5 แลกเปลี่ยนเรียนรู้นักศึกษาและบุคลากรด้านการพัฒนานักศึกษากับอารยประเทศ
4.6 ทำความร่วมมือกับสถานศึกษา สถานประกอบการทั้งภายในและภายนอกประเทศ

5. พัฒนาศักยภาพของบุคลากรทาง การศึกษาทุกระดับ

5.1 ปลูกจิตสำนึกและการทำงานร่วมกัน
5.2 สร้างเครือข่ายความร่วมมือ
5.3 สร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับบุคลากร
5.4 จัดทำ Training Roadmap สำหรับบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน

6. ให้บริการวิชาการแก่สังคมที่มีคุณภาพ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

6.1 ฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพื่อพัฒนาอาชีพเดิมและสร้างอาชีพใหม่ให้แก่ชุมชนบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง
6.2 ผลิตสื่อการสอนในวิชาชีพทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

7. สนับสนุนและสืบสานงานศิลปวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อม

7.1 จัดกิจกรรมด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน
7.2 ศึกษาค้นคว้าผสมผสานเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
7.3 บูรณาการการอนุรักษ์ส่งเสริม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมในการจัดการศึกษาและให้บริการวิชาการ
7.4 เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมสู่สากล
7.5 สร้างโอกาสเปิดเวทีให้นักศึกษาได้แสดงออกได้นำเสนองานด้านศิลปวัฒนธรรมของตนเอง

8. พัฒนางานวิจัย / นวัตกรรม / สิ่งประดิษฐ์เชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์

8.1 สร้างเครือข่ายงานวิจัย
8.2 พัฒนานักวิจัยมืออาชีพ


จากการวิเคราะห์ระบบการศึกษาไทยข้างต้นจะเห็นว่ามีอุปสรรคปัญหาสำคัญอยู่ 5 ปัญหาใหญ่ๆ สรุปได้ดังนี้


1. ปัญหาครูอาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาของประเทศส่วนใหญ่ ยังขาดความเข้าใจที่แท้จริงว่า การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำงาน ของผู้บริหารการศึกษาและครูอาจารย์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร

2. ปัญหาการขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูปการศึกษา โดยมองปัญหาการศึกษาอย่างเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นในสังคมแบบเป็นองค์รวม และรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิดการผลักดันต่อการเปลี่ยนแปลงโดยสามารถปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้อย่างแท้จริง

3. ปัญหาระบบคัดเลือก การบริหารและการให้ความดีความชอบครูอาจารย์ ผู้บริหารและ บุคลากรทางการศึกษา อยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์ จึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปทางการศึกษา ซึ่งระบบนี้ทำให้ครูอาจารย์ ผู้บริหารส่วนใหญ่ทำงานแค่ตามหน้าที่ไปวันๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีการแข่งขัน การตรวจสอบและประเมินผล เพื่อประสิทธิภาพของงานอย่างแท้จริง

4. ปัญหาด้านประสิทธิภาพการใช้งบประมาณการศึกษาในแง่คุณภาพของผู้จบการศึกษา ทุกระดับต่ำกว่าหลายประเทศ ทั้งๆที่การจัดสรรงบประมาณการศึกษาของรัฐบาล คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือกระทั่งพิจารณาในแง่บประมาณประจำปีทั้งหมดพบว่าอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ตัวอย่างการใช้งบประมาณฯที่ไม่เกิดประสิทธิภาพเช่น นิยมนำงบประมาณแค่สร้างอาคาร สถานที่มากกว่าใช้เพื่อวัสดุอุปกรณ์ตลอดจนสื่อทางการศึกษา

5. ปัญหาระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อใน มหาวิทยาลัย รวมทั้งการศึกษาระดับอื่นๆ ยังเป็นเพียงการสอบแบบปรนัย เพื่อวัดความสามารถในการจำข้อมูล ซึ่งมีความขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ที่เน้นการให้รู้จักคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็น



**โดยสามารถสรุปประเด็นสู่แนวทางการพัฒนาปฎิรูประบบการศึกษาไทยเพื่อความยั่งยืน ได้โดยอาศัยแนวคิดและทฤษฎีดังต่อไปนี้


1. Active Learning to Action Research (ALAR Model)



Active Learning to Action Research (ALAR Model)
(adapted from Simple Action Research Model; Maclsaac, 1995
and Active Learning Design: Oliver, 1999) (วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล, 2552)

เป็นเครื่องมือที่พัฒนาเพื่อเป็นแนวทางในการทำวิจัยในในชั้นเรียน เป็นการพัฒนาจากการบูรณาการแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการของ Action Research เข้ากับรูปแบบ Learning Design


โดย ALAR Model ประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 2 ส่วนคือ

1. กระบวนการวิจัยแบบ Action Research มี 4 ขั้นตอนคือ
• Plan
• Action
• Observe
• Reflection

2 การออกแบบการเรียนรู้ ของ Action Research ต้องพิจารณาปัจจัยการออกแบบการเรียนรู้ 3 ประการควบคู่กับไปคือ

• Learning Tasks ได้แก่ การออกแบบการสอน การกำหนดจุดประสงค์ การกำหนดวิธีจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การกำหนดบทบาทครูและบทบาทผู้เรียน และ การวัดและประเมินผล
• Learning Resourcesได้แก่ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ อาคาร-สถานที่ บุคลากร และสภาพแวดล้อมการศึกษาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยตรง
• Learning Supportsได้แก่ ปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากทรัพยากรการเรียนรู้ เช่น การสนับสนุนของผู้บริหาร ความร่วมมือของครูและบุคลากรภายในและภายนอก แหล่งเรียนรู้ ระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ


2. การบริหารการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา (Management Change)


คือวิวัฒนาการของแนวคิดทางการบริหารตามภาวการณ์ต่างๆ เช่น การบริหารแนววิทยาศาสตร์ มนุษยสัมพันธ์ เชิงระบบและตามถานการณ์ ภาวการณ์ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามแcontext ของสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ฯลฯ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องบริหารแบบรู้ทัน มีวิสัยทัศน์โดยใช้ความรู้เดิมเป็นฐานจากนั้นนำมาวิเคราะห์เรียบเรียงศึกษาทำความเข้าใจ แล้วกำจัดจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง เพื่อประโยชน์สูงสุด


โดยรูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลง แบ่งได้เป็น 3 แบบดังนี้


1. ตามแนวคิดของ Kurt Lewin ประกอบด้วย
• การคลายตัว (unfreezing) เนื่องจากเกิดปัญหาจึงต้องเปลี่ยนแปลง
• การเปลี่ยนแปลง (changing) คือ การเปลี่ยนจากพฤติกรรมเก่า ไปสู่พฤติกรรมใหม่
• การกลับคงตัวอย่างเดิม (refreezing) เพื่อหล่อหลอมพฤติกรรมใหม่ให้มั่นคงถาวร

2. ตามแนวคิดของ Larry Greiner โดยมีแนวคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดจากแรงบีบภายนอก กับแรงผลักดันภายใน และการที่การเปลี่ยนแปลงมีการเกิดขึ้นตลอดเวลา จึงต้องทำการ ศึกษาการเปลี่ยนแปลง ค้นหาวิธีการที่ดีกว่า ทดลองวิธีใหม่ หล่อหลอมข้อดีเข้าด้วยกัน เพื่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ

3. ตามแนวคิดของ Harold J. Leavitt โดยเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดจากผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดเวลาของงานโครงสร้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบเกี่ยวพันกัน


3.แนวคิดคุณลักษณะของผู้บริหารที่จะสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่คุณภาพการศึกษา

ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1. เป็นผู้นำวิสัยทัศน์( Visionary Leadership ) และสามารถกระจายวิสัยทัศน์ไปยังบุคคล ต่าง ๆ ได้
2. ใช้หลักการกระจายอำนาจ ( Empowerment ) และการมีส่วนร่วม ( Participation )
3. เป็นผู้มีความสัมพันธ์กับบุคลากร ทั้งภายในและนอกองค์กร
4. มีความมุ่งมั่นในการทำงาน
5. ผู้นำคุณภาพจะต้องมีความรู้ความสามารถในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีและใช้ข้อมูลสถิติในนการวิเคราะห์และตัดสินใจ
6. ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือลูกน้อง
7. ความสามารถในการสื่อสาร
8. ความสามารถในการใช้แรงจูงใจ
9. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ( Chang Leadership )



4. ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism)



ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย Professor Seymour Papert แห่ง M.I.T. (Massachusette Institute of Technology) โดยสาระสำคัญคือ เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองทฤษฎี มีสาระสำคัญว่า ความรู้ไม่ใช่มาจากการสอนของครูหรือผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะเกิดขึ้นและถูกสร้างขึ้นโดยผู้เรียนเอง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง (Learning by doing) มีพื้นฐานอยู่บนกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน

1. ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง โดยความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของประสบการณ์ที่ได้รับ หากเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำด้วยตนเองจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณค่า
2. กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกระบวนการนั้นมีความหมายกับผู้เรียนคนนั้น



ประสบการณ์ใหม่ / ความรู้ใหม่ + ประสบการณ์เดิม / ความรู้เดิม = องค์ความรู้ใหม่



Seymour ให้ความเห็นว่า ทฤษฎีการศึกษาการเรียนรู้ ที่มีพื้นฐานอยู่บนกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน
1. ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง ไม่ใช่รับแต่ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของผู้เรียนเท่านั้น โดยความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของประสบการณ์ที่ได้รับ
2. กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดหากกระบวนการนั้นมีความหมายกับผู้เรียนคนนั้น




ประพจน์สรุปแนวคิดทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) กล่าวได้ดังนี้



1. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อได้รับประสบการณ์ตรงหรือลงมือทำด้วยตนเอง (Learning by doing) ได้มีส่วนร่วมในการสร้างที่มีความหมายกับตนเอง ทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงผสมผสานความรู้ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้ที่มีอยู่เดิมและสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา
2. ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง ไม่ใช่รับแต่ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของผู้เรียนเท่านั้น โดยความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของประสบการณ์ที่ได้รับ
3. กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกระบวนการนั้นมีความหมายกับผู้เรียนคนนั้นโดยตรง

จากแนวคิดข้างต้นจะเห็นว่ากระบวนการสอนของครูอาจารย์ควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้จากสิ่งที่เขามีอยู่ให้รู้จักพัฒนาต่อยอดได้ด้วยตนเอง การสอนจึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเนื้อหาโดยเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นหลัก ไม่สอนแบบยัดเยียด ต้องมีการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการสอนอย่างชัดเจน พิจารณาเนื้อหาสาระ วิธีการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ และควรให้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด

ดังนั้นจากปัญหารระบบการศึกษาไทยข้างต้นเปรียบเทียบความเหมาะสมถึงความชัดเจนตรงจุดในการพยามยามแก้ไขปัญหาการศึกษา โดยการที่รํฐบาลมีการออกนโยบายเรียนฟรี 15 ปี เพื่อมุ่งเน้นในการเข้ามาแก้ไขปัญหาการศึกษาของไทย ดิฉันคิดว่ารัฐบาลไม่ควรมองแค่ต้องการให้แค่เรียนฟรี เพื่อลดภาระครอบครัว แต่ต้องเน้นให้เด็กไทยคิดเป็น ทำเป็น ที่สำคัญ นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่หัวใจของการศึกษา แต่หัวใจการศึกษา คือ การที่เด็กได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่จะทำได้ คือ ต้องรื้อหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ แต่การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาจะเน้นเพียงเรื่องสวัสดิการ การแก้หนี้ครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ผิด แต่ไม่ควรให้น้ำหนักมากเกินกว่ากระบวนการพัฒนาระบบการศึกษาไทย



Keywords: ปัญหาระบบการศึกษาไทย, ปัญหาการศึกษาไทย, วิเคราะห์ปัญหาของระบบการศึกษาไทย, วิเคราะห์ปัญหาระบบการศึกษาไทย, วิเคราะห์ปัญหาระบบการศึกษา

Oct 3, 2009

วิเคราะห์กรณีการแต่งตั้ง ผบ. ตร. ของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ.


เป็นที่ยอมรับว่าสิ่งที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อรูปแบบของวัฒนธรรมองค์กรคือ ผู้บริหารสูงสุด เนื่องจากผู้บริหารจัดได้ว่าเป็นต้นแบบ (Role Model) และการตัดสินใจในการทำงานของผู้ตาม ดังนั้นผู้บริหารทุกระดับจึงจำเป็นต้องมีการปรับกระบวนทัศน์และวิธีคิดใหม่ๆ ขึ้น เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านภายในองค์การ 

ประเด็นความสำคัญที่ผู้นำจะต้องมีการพัฒนาและปลูกฝังโดยสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมกล่าวได้ดังนี้
 
  • ผู้นำต้องมีความรู้และเป็นผู้มองการณ์ไกล สามารถวางแผนงานให้เหมาะ รู้จักงาน รู้จักตนเอง และผู้อื่น ใช้ได้กับบุคคลต่าง ๆ ในทุกสถานภาพ
  • ผู้นำต้องมีสติปัญญา มีความเชี่ยวชาญ แม่นยำ มั่นคงต่องานที่ตนบริหารอยู่
  • มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สามารถผูกใจคนได้ทั้งผู้ร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ พร้อมที่จะให้การสงเคราะห์กับเพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา 

    "กฎที่แท้จริง ในการตัดสินใจว่าจะเลือกรับหรือไม่รับอะไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงเพราะว่า
     มันไม่ดี” แต่ต้องดูว่า ส่วนที่ไม่ดี” นั้น “มากกว่าส่วนที่ดีหรือเปล่า จุดที่ดีหรือไม่ดี” มีกี่จุดกฎนี้ใช้ได้กับทุกอย่างโดยเฉพาะนโยบายรัฐบาล ทุกอย่างประกอบด้วยสององค์ประกอบที่แยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องชั่งน้ำหนักเอาเอง" ~Abraham Lincoln

    จากคำกล่าวข้างต้นจะเห็นว่า “การตัดสินใจของผู้นำ” จำเป็นต้องประกอบไปด้วยเหตุและผลที่สอดคล้องเหมาะสมเช่น คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ โดยต้องคำนึงว่าการตัดสินใจนั้นๆ มีอิทธิพลและผลประโยชน์มาแอบแฝงหรือไม่ ต้องคิดว่าสิ่งนั้นประกอบด้วยคุณธรรมและจริยธรรม บ้านเมืองจึงจะอยู่ได้ เนื่องจากกฎเกณฑ์แห่งการตัดสินใจนั้นไม่ได้มีข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ที่ตายตัว
ภาวะผู้นำ (Leadership)
ภาวะผู้นำ (Leadership) ของคนจะต้องมีภาพลักษณ์ของนักบริหาร คนเป็นนักบริหารจะต้องได้รับความเชื่ออย่างน้อย 3 อย่าง คือ
1. ได้รับการเชื่อถือ(บุคลิกภาพเชื่อถือในบุคลิกภาพทั้งภายนอกและภายใน
2. เมื่อคนจะขึ้นเป็นนักบริหารต้องมีความเชื่อมือ(ความรู้)
3. เชื่อใจ (คุณธรรมความเชื่อใจในคุณธรรม และจริยธรรม ทั้ง 3 สิ่งนี้จะต้องมีพร้อม ๆกัน ขาดสิ่งหนึ่งใดไม่ได้จะถูกทวงถาม และในที่สุดก็อยู่ไม่ได้ หากอยู่ได้ก็อยู่ด้วยความลำบาก ผู้ที่จะตัดสินใจได้ดีต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เป็นหลัก

แนวคิดที่ผู้นำควรนำไปประกอบการทำงานเพื่อเสริมสร้าง ภาวะผู้นำ (Leadership) ในการปฎิบัติงานกล่าวได้ดังนี้


1. L = Lively
2. E = Encourage
3. A = Active
4. D = Decisive
5. E = Endurance
6. R = Responsible
7. S = Smart
8. H = Healthy
9. I = Informative
10. P = Polite

วิสัยทัศน์และการตัดสินใจของผู้นำ

วิสัยทัศน์ ( Vision )
วิสัยทัศน์ (Vision) คือ คุณภาพในการคิดกลยุทธ์ของผู้นำให้เกิดการบริหารจัดการนำไปสู่ปลี่ยนแปลง คุณลักษณะ ในองค์กร ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อ.....
1. มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนี้? และที่จะมีผลไปข้างหน้า?
2. คาดคะเนอนาคตได้ตรงกับความเป็นจริง ด้วยทัศนวิสัยในการมองได้ครบทั้ง มิติ
“ กว้างไกล  แหลมลึก  คมชัด ”
3. มองเห็นโยงใยภายนอกและภายใน “ จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ ”
4. คิดอิสระ / ลอยตัว / ไม่ผูกติด
5. เมื่อนำไปใช้ จะชนะหรือได้ผลดีกว่าคู่แข่ง
6. ให้คุณค่าแก่ องค์การ และ สังคม

สามารถสรุปได้ว่า วิสัยทัศน์ (Vision) เป็นภาพเหตุการณ์ในอนาคตที่เปลี่ยนภารกิจ (Mission) ให้เป็นเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการกำหนดว่าทิศทางและแนวคิด ที่ชี้แนะว่า
1.เราคือใคร?
2.เราจะทำอะไร?
3.เราจะมุ่งหน้าไปที่ไหน?

โดยวิสัยทัศน์ สามารถแบ่งเป็นประเภทหลักใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภทดังนี้
1. วิสัยทัศน์ ....ในส่วนที่เกี่ยวกับ การมองโลกที่เปลี่ยนแปลง
2. วิสัยทัศน์....ในการมองเห็นในสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ เป็นโครงสร้างตามลำดับสำคัญ
3. วิสัยทัศน์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ซึ่งเห็นตรงกับความเป็นจริงและนำไปปฏิบัติได้ผล

การตัดสินใจของผู้นำ (Decision Making)

คือกระบวนการที่ประกอบไปด้วยเชาวน์ปัญญา (Intelligence Activity) หรือการหาโอกาสที่จะตัดสินใจ หมายถึงการสืบเสาะหาข่าวสาร สภาพทางสิ่งแวดล้อม สำหรับจะใช้ในการตัดสินใจกิจกรรมออกแบบ (design Activity) หรือการหาแนวทางเลือกที่พอเป็นไปได้เหมาะสมจะนำไปปฏิบัติได้จริง ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1. การแยกแยะตัวปัญหา (problem identification)
2. การหาข่าวสารที่เกี่ยวกับตัวปัญหานั้น (information search)
3. การประเมินค่าข่าวสาร (evaluation of information)
4. การกำหนดทางเลือก (listing alternative)
5. การเลือกทางเลือก (selection of alternative)
6. การปฏิบัติตามการตัดสินใจ (implement of decision)

กรณีประเทศไทยปัญหาของการแต่งตั้งผบ. ตร. ที่ยังไม่ลงตัวสรุปไม่ได้ของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศและผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แม้จะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) แต่ยังคงไม่สามารถแต่งตั้งตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ซึ่งพ้นเก้าอี้ไปแล้วได้ ทั้งๆ ที่มีอำนาจเต็มที่ในการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งในฐานะประธาน ก.ต.ช. และมีเวลาพอสมควรตั้งแต่เดือนสิงหาคมกว่าจะถึงสิ้นกันยายน แต่นายกฯอภิสิทธิ์กลับทำไม่ได้ ดีแต่พูดให้ฟังแล้วสวยหรู ด้วยเหตุผลอ้างว่ายังไม่มีเอกภาพ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความเป็นเอกภาพของ ก.ต.ช. แต่อยู่ที่ตัวนายกฯเองต่างหากจะเสนอชื่อใคร โดยที่สุดนายกฯ ทำได้เพียงแต่งตั้ง "รักษาการ ผบ.ตร." โดยไม่มีเหตุผลจำเป็นใดๆ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ดิฉันมองว่าการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่นั้น นายกฯอภิสิทธิ์เริ่มในสิ่งที่ผิดปกติมาตั้งแต่ต้น โดยเลือกเอาเกมการเมืองมาปักธงไว้ที่การแต่งตั้ง ผบ.ตร.ไว้ก่อนแล้ว ผิดปกติตั้งแต่แรกทำไมไม่เสนอชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับหนึ่ง ขึ้นมาพิจารณาเป็น ผบ.ตร. โดยนายกฯอ้างว่ากฎระเบียบไม่ได้กำหนดให้ต้องเลือก รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 แต่ให้ใช้ความเหมาะสมและสถานการณ์ ดิฉันเองจึงมีคำถามเกิดขึ้นด้วยความเป็นธรรมว่า....
*พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ไม่เหมาะสมตรงไหน?
*ประวัติ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มีเสียหายตรงไหน?

โดยนายกฯ กลับมองและคิดไปเองที่หากเสนอชื่อตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร.แล้ว ด้วยความเป็นเครือญาติเกี่ยวดองกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จะมีการเข้าไปช่วยเหลือคดีความต่างๆ ของอดีตนายกฯ ทักษิณ หรือหากแต่งตั้งขึ้นมาแล้วไม่สามารถควบคุมได้จริงๆ หรืออาจจะทำให้สถานการณ์ขัดแย้งทางสังคมมากขึ้นดิฉันคิดว่าเป็นการมองอย่างไม่เป็นธรรม มองอย่างมีอคติ มองแต่เกมการเมือง และมองว่าเป็นการบริหารโดยไม่ใช้หลักธรรมาภิบาล เป็นกามองอย่างวิตกจริตเกินเหตุ ใช้ความรู้สึกนึกคิดไปเองในทางลบ ที่สำคัญไม่ได้คิดยึดเอาประโยชน์ที่องค์กรตำรวจและประชาชนจะได้รับเป็นที่ตั้ง แทนที่จะคิดในทางบวกว่าการเสนอชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นผบ.ตร.นั้นเป็นการแสดงวุฒิภาวะความเป็นผู้นำของนายกฯที่ยึดหลักความถูกต้องชอบธรรม ยึดหลักสมานฉันท์ ไม่ได้มีการอาฆาตแค้น และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นดังที่หลายคนมองทางลบหรือไม่? นายกฯอภิสิทธิ์เองก็มีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมกำกับอยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะหากมีการกระทำนอกลู่นอกทางผิดระเบียบผิดกฎหมายก็สามารถปลดย้ายได้ และหากสังคมสงสัยก็มีเหตุผลตอบได้อย่างเต็มปากอีกด้วย มุมกลับกันนายกมีแต่ได้ ได้ความเป็นผู้นำที่ยึดหลักความถูกต้องชอบธรรม ได้แสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่จะมุ่งสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ในองค์กรตำรวจ ที่นายกฯมักพูดเสมอ แต่นายกฯกลับไม่ยอมทำ!

เหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติของอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช. แล้วว่าวันนี้ปัญหาการบริหารงานตำรวจของนายกรัฐมนตรีไม่ราบรื่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขนาดผู้บริหารสูงสุดของประเทศยังไม่สามารถตั้งคนที่ต้องการอยากได้มาเป็น ผบ.ตร.เพื่อทำงานให้กับฝ่ายรัฐบาลได้สำเร็จ แล้วนายกฯจะบริหารประเทศควบคุมหน่วยงานราชการอีกหลายแห่ง ข้าราชการอีกนับล้านคนได้อย่างไร ดิฉันมองว่านายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งจะสามารถยึดเก้าอี้หัวหน้ารัฐบาลไว้ได้นานนั้น นอกจากต้องมีความเก่งกล้าในการบริหารงานแล้วยังต้องสามารถเป็นผู้นำตัวจริง เสียงจริงของพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัดอีกด้วย เพราะฉะนั้นตัวนายก หากไม่ใช่หัวหน้าพรรคตัวจริง ก็ยากที่จะสามารถแสดงภาวะผู้นำในการบริหารชาติบ้านเมืองได้อย่างเสียงดัง ฟังชัด เพราะอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการภายในของพรรคที่ตัวเองเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ได้อยู่ในมือตนเองอย่างสมบูรณ์ หัวหน้าพรรคควรต้องเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำที่แท้จริง พรั่งพร้อมทั้งอำนาจและบารมี มีความเก่งกล้าสามารถมากพอ ที่จะทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีความเลื่อมใส ศรัทธา และพร้อมจะนำพาพรรคก้าวเดินไปในทิศทางทีหัวหน้าพรรคนำพา ไม่ข้องใจว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้น หากนายกอภิสิทธิ์ ยังไม่สามารถแสดงศักยภาพให้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ระหว่าง คนที่เป็นหัวหน้าพรรคที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศ กับตัวเลขาธิการพรรค ดิฉันคิดว่าดูเหมือนนายกฯจะสอบไม่ผ่านค่ะ!
ดังนั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ควรจะต้องปรับบทบาทเพิ่มความเด็ดขาดในการตัดสินใจและการเป็นผู้นำการเมืองให้มากกว่านี้ โดยควรต้องมีความเป็นตัวของตัวเองสูง และไม่หวั่นกับการจะต้องสูญเสียอำนาจหากว่าถูกท้าทายด้วยสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

การที่นายกอภิสิทธิ์จะสามารถพาประเทศรอดวิกฤติทั้งทางด้านการเมือง สังคมและเศรษฐกิจได้นั้น จึงควรต้องปรับเปลี่ยนภาวะผู้นำสู่ความเป็นสุดยอดผู้นำที่ประชาชนสามารถจะพึ่งพาและไว้วางใจได้โดยอาศัยแนวคิดและทฤษฎีดังต่อไปนี้


1. หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) คือการปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม เน้นการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึง ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ที่มนุษย์พึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ


แนวคิดที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาล คือธรรมาภิบาลเป็นเรื่องการวางกลไกให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การวางโครงสร้าง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ เรื่องตัวบุคคล เป็นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลเป็นการวางระบบวางโครงสร้างเพื่อควบคุมให้คนไม่ประพฤติปฏิบัติ แต่จริยธรรมจะลึกกว่านั้น โดยมีการปลูกฝังจิตสำนึก ต้องไม่ทุจริต ไม่ประพฤติมิชอบ ทั้งสองด้านจะต้องไปด้วยกันจึงจะยั่งยืน

โดยองค์ประกอบแห่งหลักธรรมาภิบาลสามารถกล่าวสรุปได้ดังนี้

1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law) หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมายมิใช่ตามอำเภอใจ รวมทั้งมีความรัดกุมและรวดเร็ว
2. หลักคุณธรรม (Morality) หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้อง ดีงาม การส่งเสริม ให้บุคลากรพัฒนาตนเอง เพื่อให้บุคลากรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัย ประกอบอาชีพสุจริต
3. หลักความโปร่งใส (Accountability) หมายถึง ความโปร่งใส ให้แง่มุมในเชิงบวก และให้ความสนใจในเชิงสงบสุข ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้สะดวกและเข้าใจง่าย และมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องอย่างชัดเจน
4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หมายถึง การให้โอกาสให้บุคลากรหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการ บริหารจัดการเกี่ยวกับการตัดสินใจ
5. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility ) หมายถึงการตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง กล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากกระทำของตน
6. หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy) หมายถึงการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้บุคลากรมีความประหยัด ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างคุ้มค่า 

2. แนวคิดบทบาทผู้นำเพื่อสร้างปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift)
ผู้นำสมัยใหม่ควรจะต้องฝึกฝนตนเองให้มีทักษะทางความคิด ซึ่งทักษะความคิดที่ดีที่สุดสำหรับผู้นำก็คือ ความคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) เพื่อจะได้ใช้ประกอบกับความรู้ที่มี ในการคิดหาทางแก้ไขปัญหาและหาแนวทางออกที่ดีที่สุด

ประพจน์โดยสรุปแห่งแนวความคิดนี้ สามารถแยกได้ป็นรูปธรรม แนวคิดดังนี้คือ

1. 
ความคิดในมุมมองขององค์รวม (Holistic Thinking) และความคิดในเชิงบริบท (Context Thinking) เป็น แนวความคิดเพื่อตอบโจทย์อย่างรอบคอบ หรือหาแนวความคิดให้ถ้วนถี่ โดยอ้างอิงทฤษฎีระบบดังนี้
1.รวบรวมปัญหา (identify problem) ว่าจะแก้ไขอะไร เพื่ออะไร
1.จุดมุ่งหมาย (objective) กำหนดจุดหมายเพื่อใช้แก้ปัญหา
1.3. ศึกษาข้อจำกัดต่างๆ (constraints) พิจารณาขอบเขต ระบุหน้าที่ของส่วนต่างๆในระบบ
1.4. ทางเลือก (alternative) ค้นหาและวิธีที่จะทำให้ได้เปรียบคู่แข่งขัน 1.5. การพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม (Selection) เลือกวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ได้เปรียบคู่แข่งขัน
1.6. การทดลองปฏิบัติ (implementation) ทดลองทำก่อนปฎิบัติจริง 1.7. การประเมินผล (evaluation) ประเมินหาจุดดี จุดด้อย 1.8. การปรับปรุงแก้ไข (modification) ปรับปรุงส่วนที่บกพร่อง นำส่วนดีไปปฏิบัติต่อไป

2. การปรับเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) และการคิดล่วงหน้า (Forward Thinking) การเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีแนวคิด การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในเชิงกลยุทธ์ (Paradigm Shift) และการคิดล่วงหน้า (Forward Thinking) ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงปัจจุบันให้เหมาะกับอนาคต เพื่อทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะกับอนาคต (Corporate Culture Shift) ต่อไป

3. การมีวิสัยทัศน์ (Vision) และพันธกิจ (Mission) ผู้นำแห่งองค์กรสมัยใหม่ (Modern Organization) ควรเน้นหนักทางด้านการกำหนด วิสัยทัศน์ (Vision) และ พันธกิจ (Mission) และต้องมีความสามารถทางด้าน วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ และสภาพแวดล้อมภายใน เพื่อกำหนดพันธกิจ

4. การมีความคิดในเชิงบูรณาการ (Innovative Thinking) และ ความคิดนอกกรอบ (Creative Thinking) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย เช่นองค์กรในอดีตที่รอดมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับ คอมพิวเตอร์ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา แต่องค์กรที่จากไป กลับคิดว่าคอมฯ เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย

5. การวางแผนทางเลือก (Scenario Planning) และ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
จากภาวะเศรษฐกิจมีความผันผวน องค์กรจึงต้องมีการปรับตัวรองรับความผันผวนในด้านต่างๆ การวางแผนขององค์กรจึงต้องพึ่งผู้นำที่มีมุมมองแนวคิดในเชิงความเปลี่ยนแปลงในอนาคต (Future Thinking) และจัดทำแผนทางเลือก (Scenario Planning) ที่หลากหลายเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นการคิดเชิงกลยุทธ์ จึงเป็นเครื่องมือที่จะมาใช้ประยุกต์ต่อ หรือการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันนั่นเอง ซึ่งทำให้เราจะได้ทราบถึง
การคิดเชิงกลยุทธ์ในการมองอนาคต
การสร้างทางเลือกเชิงกลยุทธ์จากวิธี Scenario
เทคนิคการสร้างแผนกลยุทธ์ด้วยการสร้างภาพในอนาคต

3. แนวคิดทฤษฎีผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Leadership) องค์กร ปัจจุบันควรต้องมีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงเพื่อยกระดับการดำเนินงานขององค์กรให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันที่สูงขึ้น ดังนั้นผู้นำที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลในองค์กรจำนวนมากได้ดำเนินงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเป็นการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาองค์กรให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันที่สูงขึ้น

โดยเรียกว่าผู้นำการปฏิรูป ( Transformational Leaders) ซึ่งคุณสมบัติพิเศษของผู้นำการปฏิรูปแบ่งได้ 6 ประการดังนี้

- วิสัยทัศน์ (vision) คือมีความคิดและความสามารถในการหยั่งรู้ทิศทาง สร้างวิสัยทัศน์องค์กร และสื่อความหมายของวิสัยทัศน์สู่ผู้ใต้บังคับบัญชา สู่การปฏิบัติ
คาริสมา (charisma) คือความเก่ง ดี มีเสน่ห์ของผู้นำ ที่สามารถจูงใจคน ให้เกิดความกระตือรือร้น ศรัทธา ในการที่จะร่วมทำงานด้วยความมุ่งมั่นเต็มที่
การแสดงนัยของความเป็นเลิศ (symbolism) คือการจัดการค้นหาบุคคลที่ดีเด่น และให้รางวัล เพื่อเป็นการจูงใจให้มุ่งมั่น ทำงานด้วยความเป็นเลิศ
- การเอื้ออำนาจ (empowerment) คือมอบหมายงานที่ท้าทายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาความรับผิดชอบดำเนินงานเพื่อให้ โอกาสได้พัฒนาตนเอง โดยผู้นำเฝ้าติดตาม สนับสนุน อำนวยความสะดวก
การกระตุ้นภูมิปัญญาให้เกิดขึ้น (intellectual stimulation) คือ กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เรียนรู้ในงานอย่างถ่องแท้จากการที่ใส่ใจใน การทำงาน คิดแก้ไขปรับปรุงงานอยู่ตลอดเวลา จนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญในงาน และเกิดเป็นภูมิปัญญา
- ความสัตย์ซื่อถือมั่น (Integrity) คือมีความซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือไว้วางใจ

จากแนวคิดและทฤษฎีข้างต้นประกอบกับการพิจารณาถึงทางออกแห่งปัญหาสองแพร่งทางจริยธรรม (What ethical dilemmas do principal face?) ที่นายกฯอภิสิทธิ์ จำเป็นต้องเลือกตัดสินใจในอนาคตอันใกล้ นับได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทางออกในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เป็นภาระอันยิ่งใหญ่กว่านั้นคือการเป็นผู้นำที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม ซึ่งแน่นอนที่ต้องพบกับความอึดอัดใจที่ต้องตัดสินใจทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งที่เห็นว่าดีกว่าอีกทางเลือกหนึ่งในเกณฑ์เชิงจริยธรรม เนื่องจากในบางครั้งประเด็นเชิงจริยธรรมไม่ใช่การเลือกระหว่างผิดหรือถูก แต่เป็นเรื่องของอย่างไหนที่เหมาะสมกว่ากัน ไม่มีสูตรสำเร็จใดที่นายกฯจะสามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาทางเลือกทางจริยธรรม แต่มีแนวทางดำเนินการกว้าง ๆ เช่นกันตัวอย่างคือ

1. ต้องใช้มาตรฐานด้านจริยธรรม (ethical standards) เป็นบรรทัดฐานในการตัดสิน
2. ดูผลที่เกิดขึ้นตามมาถ้าตัดสินใจเลือกวิธีนั้น และให้พยายามวิเคราะห์ว่า ใครบ้างที่จะถูกผลกระทบและผลที่เกิดกับคนเหล่านี้เป็นอย่างไร
3. ตัดสินใจเลือกทางเลือกโดยอิงหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม (moral rules)
หรืออาจพิจารณาทางออกได้มากกว่าสองทาง (dilemmas) คืออาจมีทางเลือกที่สาม (trilemmas) ซึ่งอาจเป็นทางออกสุดท้ายที่ดีกว่าก็เป็นได้เช่นกัน และท้ายที่สุดประเด็นการตัดสินใจในครั้งนี้ของนายกฯอภิสิทธิ์ ดูกล้ายจะเป็นการแสดงถึงศักยภาพแห่งการตัดสินใจของผู้นำคนนี้อีกครั้ง โจทย์วันนี้จึงไปไกลว่าเรื่องการจะแต่งตั้งใครเป็นผบ.ตร. คนใหม่แต่การหาข้อยุติเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา กำลังเป็นบททดสอบที่สำคัญยิ่งสำหรับนายกฯอภิสิทธิ์อีกครั้ง.

Popular Pages this month

Total Pageviews