.
Showing posts with label ปัญหาการศึกษาไทย. Show all posts
Showing posts with label ปัญหาการศึกษาไทย. Show all posts

Oct 8, 2009

วิเคราะห์ปัญหาของระบบการศึกษาไทย กับการแก้ปัญหาของรัฐบาลประเด็นนโยบายเรียนฟรี 15 ปี

    Producing brainless parrots are Thai school's specialty


โดย ภัทรษมน รัตนางกูร


วิเคราะห์ระบบการศึกษาไทย (SWOT Analysis)


จุดแข็ง
1. ระบบการศึกษาของไทยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมายเดียวกันทำให้การบริหารจัดการและการมุ่งสู่เป้าหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว
2. มีหลักสูตรที่ผลิตบุคลากรทางการศึกษา ที่มีคุณภาพสามารถสร้างความพึงพอใจแก่นายจ้าง
3. หลักสูตรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีการปฏิบัติการ และเสริมสร้างประสบการณ์จริงทำให้หลักสูตรเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
4. มีการสนับสนุนงบประมาณสำหรับนักศึกษาหรือทุนการศึกษาในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย เป็นการส่งเสริม พัฒนา ปลูกฝังจิตสำนึกให้กับนักศึกษา ทำให้นักศึกษาได้รับการยอมรับจากนายจ้าง
5. มีการส่งเสริมให้คณาจารย์จัดทำงานวิจัยที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งงานวิจัยเต็มรูปแบบและวิจัยเอกสารเพื่อตอบสนองพันธกิจของระบบการศึกษาไทย
6. มีโครงการความร่วมมือและให้ความช่วยเหลือต่อสังคมด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมโดย มีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจน
7. มีการกระจายอำนาจทางการบริหารจัดการเพื่อลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานรวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่และขอบข่ายงานชัดเจนทำให้การบริหารจัดการการศึกษามีความคล่องตัว


จุดอ่อน

1. ปัญหาครูอาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาของไทยส่วนใหญ่ ยังขาดความเข้าใจว่า การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงนั้นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อย่างถึงราก ถึงโคน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำงาน ของผู้บริหารการศึกษาและครูอาจารย์ เปลี่ยนแปลงหลักสูตร
2. ปัญหาการขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูป การศึกษา มองปัญหาเรื่องการศึกษาอย่างเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นในสังคมแบบเป็นระบบองค์รวม
3. ปัญหาระบบคัดเลือก การบริหารและการให้ความดีความชอบครูอาจารย์ ผู้บริหารและ บุคลากรทางการศึกษา อยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิรูปทางการศึกษา
4. ปัญหาด้านประสิทธิภาพการใช้งบประมาณการศึกษาในแง่คุณภาพของผู้จบการศึกษา ทุกระดับต่ำกว่าหลายประเทศ ทั้งๆที่การจัดสรรงบประมาณการศึกษาของรัฐบาล คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรืองบประมาณประจำปีทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
5. ปัญหาระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อใน มหาวิทยาลัย รวมทั้งการศึกษาระดับอื่นๆด้วย ยังเป็นการสอบแบบปรนัย เพื่อวัดความสามารถในการจดจำข้อมูล ทำให้ขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ที่เสนอว่า ควรให้ผู้เรียนได้หัด คิดวิเคราะห์เป็น


โอกาส

1. หน่วยงานหลักของประเทศที่รับผิดชอบการศึกษาระดับอุดมศึกษากำหนดภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาไว้อย่างชัดเจน คือ การเรียนการสอน การวิจัย การบริการทางวิชาการสู่สังคมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการดำเนินงาน
2. มีองค์ประกอบมาตรฐานคุณภาพและดัชนีบ่งชี้ที่กำหนดเป็นกรอบและแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษา
3. สกอ. กำหนดนโยบายและแผนงานในการสนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาการเรียนการสอนและการพัฒนาประเทศ
4. การเลื่อนฐานะจากสถาบันเป็นมหาวิทยาลัยส่งผลให้ความต้องการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้นและมีอิสระในการบริหารจัดการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
5. กระแสสังคมและนโยบายของรัฐที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นภารกิจหลักของสถาบันการศึกษาส่งผลให้มีความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นมากขึ้น


ข้อจำกัดหรือภัยคุกคาม

1. ภารกิจหลักของสถานศึกษามีมากถึง 4 ด้าน คือ ด้านการเรียนการสอน ด้านการวิจัย ด้านการบริการทางวิชาการ และด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ทำให้การดำเนินงานไม่สมบูรณ์ครบทุกด้านเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ
2. สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องรับนักศึกษาจำนวนมาก และรับนักศึกษาจากท้องถิ่นทำให้เป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะนโยบายรัฐบาลโดยรวม
3. สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนส่งผลให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในบางสาขาหางานได้ยากขึ้น


ประเด็นยุทธศาสตร์และเป้าประสงค์


ประเด็นยุทธศาสตร์(Strategic Issues) เป้าประสงค์(Goals)

1. จัดการศึกษาทุกๆ ด้านอย่างมีคุณภาพ

1.1 เป็นแหล่งการศึกษาเชิงบูรณาการที่เข้มแข็งและได้มาตรฐานสากล
1.2 สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ/วิชาชีพ

2. พัฒนาสังคมโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

2.1 ให้บริการวิชาการแก่สังคมโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

2.2 เป็นแหล่งทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

3. สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านที่ได้มาตรฐาน

3.1 สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงบูรณาการ เพื่อการแข่งขันในระดับชาติและ นานาชาติ



เป้าประสงค์และกลยุทธ์


เป้าประสงค์(Goals) กลยุทธ์(Strategies)


1. เป็นแหล่งการศึกษาเชิงบูรณาการที่เข้มแข็งและได้มาตรฐานสากล

1.1 บูรณาการหลักสูตรแบบองค์รวม
1.2 สร้างความเข้มแข็งทางวิชาชีพเฉพาะทาง
1.3 บริหารจัดการเชิงรุก

2. สร้างความเข็มแข็งทางวิชาการและวิชาชีพ

2.1 พัฒนานักศึกษาและบัณฑิตให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า
2.2 พัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ

3. ให้บริการวิชาการแก่สังคมโดยยัดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

3.1 ให้บริการวิชาการแก่สังคมที่มีคุณภาพ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

4. เป็นแหล่งทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

4.1 สนับสนุนและสืบสานงานศิลปวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อม

5. สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงบูรณาการเพื่อการแข่งขันในระดับชาติและนานาชาติ

5.1 พัฒนางานวิจัย / นวัตกรรม / สิ่งประดิษฐ์เชิงบูรณาการ เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์
5.2 เผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ความเป็นเลิศ


กลยุทธ์ / มาตรการ


กลยุทธ์(Strategies) กลวิธี/มาตรการ

1. บูรณาการหลักสูตรแบบองค์รวม

1.1 พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของ สังคมในทุกๆ ระดับการศึกษา
1.2 พัฒนาหลักสูตรต่อยอดให้แก่ผู้มีงานทำ
1.3 พัฒนาหลักสูตรร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน
1.4 จัดการเรียนการสอน e – learning
1.5 จัดระบบเทียบโอนประสบการณ์

2. สร้างความเข้มแข็งทางวิชาชีพเฉพาะทาง

2.1 จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและวิจัย
2.2 พัฒนาระบบคุณภาพที่เน้นมาตรฐานสากล

3. บริหารจัดการเชิงรุก

3.1 สร้างเครือข่ายฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
3.2 พัฒนาผู้บริหารสายเลือกใหม่
3.3 ปรับปรุงพัฒนาระบบบริหารงานสู่การเปลี่ยนแปลง
3.4 ประชาสัมพันธ์คณะฯ เชิงรุก
3.5 พัฒนาระบบสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร
3.6 แนะแนวการศึกษาเชิงรุก
3.7 หารายได้จากสินทรัพย์และองค์ความรู้ที่บุคลากรมีอยู่


4. พัฒนานักศึกษาและบัณฑิตให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

4.1 เตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่โลกอาชีพ
4.2 สร้างความตระหนักในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในการดำรงชีพ
4.3 ให้ความรู้ความเข้าใจและการยอมรับในเรื่องการยึดมั่นประกอบคุณงามความดีในการเรียน การทำงานและการดำรงชีพ
4.4 สนับสนุนส่งเสริมการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตทั้งกายและใจ
4.5 แลกเปลี่ยนเรียนรู้นักศึกษาและบุคลากรด้านการพัฒนานักศึกษากับอารยประเทศ
4.6 ทำความร่วมมือกับสถานศึกษา สถานประกอบการทั้งภายในและภายนอกประเทศ

5. พัฒนาศักยภาพของบุคลากรทาง การศึกษาทุกระดับ

5.1 ปลูกจิตสำนึกและการทำงานร่วมกัน
5.2 สร้างเครือข่ายความร่วมมือ
5.3 สร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับบุคลากร
5.4 จัดทำ Training Roadmap สำหรับบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน

6. ให้บริการวิชาการแก่สังคมที่มีคุณภาพ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

6.1 ฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพื่อพัฒนาอาชีพเดิมและสร้างอาชีพใหม่ให้แก่ชุมชนบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง
6.2 ผลิตสื่อการสอนในวิชาชีพทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

7. สนับสนุนและสืบสานงานศิลปวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อม

7.1 จัดกิจกรรมด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน
7.2 ศึกษาค้นคว้าผสมผสานเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
7.3 บูรณาการการอนุรักษ์ส่งเสริม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมในการจัดการศึกษาและให้บริการวิชาการ
7.4 เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมสู่สากล
7.5 สร้างโอกาสเปิดเวทีให้นักศึกษาได้แสดงออกได้นำเสนองานด้านศิลปวัฒนธรรมของตนเอง

8. พัฒนางานวิจัย / นวัตกรรม / สิ่งประดิษฐ์เชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์

8.1 สร้างเครือข่ายงานวิจัย
8.2 พัฒนานักวิจัยมืออาชีพ


จากการวิเคราะห์ระบบการศึกษาไทยข้างต้นจะเห็นว่ามีอุปสรรคปัญหาสำคัญอยู่ 5 ปัญหาใหญ่ๆ สรุปได้ดังนี้


1. ปัญหาครูอาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาของประเทศส่วนใหญ่ ยังขาดความเข้าใจที่แท้จริงว่า การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำงาน ของผู้บริหารการศึกษาและครูอาจารย์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร

2. ปัญหาการขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูปการศึกษา โดยมองปัญหาการศึกษาอย่างเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นในสังคมแบบเป็นองค์รวม และรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิดการผลักดันต่อการเปลี่ยนแปลงโดยสามารถปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้อย่างแท้จริง

3. ปัญหาระบบคัดเลือก การบริหารและการให้ความดีความชอบครูอาจารย์ ผู้บริหารและ บุคลากรทางการศึกษา อยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์ จึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปทางการศึกษา ซึ่งระบบนี้ทำให้ครูอาจารย์ ผู้บริหารส่วนใหญ่ทำงานแค่ตามหน้าที่ไปวันๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีการแข่งขัน การตรวจสอบและประเมินผล เพื่อประสิทธิภาพของงานอย่างแท้จริง

4. ปัญหาด้านประสิทธิภาพการใช้งบประมาณการศึกษาในแง่คุณภาพของผู้จบการศึกษา ทุกระดับต่ำกว่าหลายประเทศ ทั้งๆที่การจัดสรรงบประมาณการศึกษาของรัฐบาล คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือกระทั่งพิจารณาในแง่บประมาณประจำปีทั้งหมดพบว่าอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ตัวอย่างการใช้งบประมาณฯที่ไม่เกิดประสิทธิภาพเช่น นิยมนำงบประมาณแค่สร้างอาคาร สถานที่มากกว่าใช้เพื่อวัสดุอุปกรณ์ตลอดจนสื่อทางการศึกษา

5. ปัญหาระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อใน มหาวิทยาลัย รวมทั้งการศึกษาระดับอื่นๆ ยังเป็นเพียงการสอบแบบปรนัย เพื่อวัดความสามารถในการจำข้อมูล ซึ่งมีความขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ที่เน้นการให้รู้จักคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็น



**โดยสามารถสรุปประเด็นสู่แนวทางการพัฒนาปฎิรูประบบการศึกษาไทยเพื่อความยั่งยืน ได้โดยอาศัยแนวคิดและทฤษฎีดังต่อไปนี้


1. Active Learning to Action Research (ALAR Model)



Active Learning to Action Research (ALAR Model)
(adapted from Simple Action Research Model; Maclsaac, 1995
and Active Learning Design: Oliver, 1999) (วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล, 2552)

เป็นเครื่องมือที่พัฒนาเพื่อเป็นแนวทางในการทำวิจัยในในชั้นเรียน เป็นการพัฒนาจากการบูรณาการแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการของ Action Research เข้ากับรูปแบบ Learning Design


โดย ALAR Model ประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 2 ส่วนคือ

1. กระบวนการวิจัยแบบ Action Research มี 4 ขั้นตอนคือ
• Plan
• Action
• Observe
• Reflection

2 การออกแบบการเรียนรู้ ของ Action Research ต้องพิจารณาปัจจัยการออกแบบการเรียนรู้ 3 ประการควบคู่กับไปคือ

• Learning Tasks ได้แก่ การออกแบบการสอน การกำหนดจุดประสงค์ การกำหนดวิธีจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การกำหนดบทบาทครูและบทบาทผู้เรียน และ การวัดและประเมินผล
• Learning Resourcesได้แก่ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ อาคาร-สถานที่ บุคลากร และสภาพแวดล้อมการศึกษาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยตรง
• Learning Supportsได้แก่ ปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากทรัพยากรการเรียนรู้ เช่น การสนับสนุนของผู้บริหาร ความร่วมมือของครูและบุคลากรภายในและภายนอก แหล่งเรียนรู้ ระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ


2. การบริหารการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา (Management Change)


คือวิวัฒนาการของแนวคิดทางการบริหารตามภาวการณ์ต่างๆ เช่น การบริหารแนววิทยาศาสตร์ มนุษยสัมพันธ์ เชิงระบบและตามถานการณ์ ภาวการณ์ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามแcontext ของสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ฯลฯ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องบริหารแบบรู้ทัน มีวิสัยทัศน์โดยใช้ความรู้เดิมเป็นฐานจากนั้นนำมาวิเคราะห์เรียบเรียงศึกษาทำความเข้าใจ แล้วกำจัดจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง เพื่อประโยชน์สูงสุด


โดยรูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลง แบ่งได้เป็น 3 แบบดังนี้


1. ตามแนวคิดของ Kurt Lewin ประกอบด้วย
• การคลายตัว (unfreezing) เนื่องจากเกิดปัญหาจึงต้องเปลี่ยนแปลง
• การเปลี่ยนแปลง (changing) คือ การเปลี่ยนจากพฤติกรรมเก่า ไปสู่พฤติกรรมใหม่
• การกลับคงตัวอย่างเดิม (refreezing) เพื่อหล่อหลอมพฤติกรรมใหม่ให้มั่นคงถาวร

2. ตามแนวคิดของ Larry Greiner โดยมีแนวคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดจากแรงบีบภายนอก กับแรงผลักดันภายใน และการที่การเปลี่ยนแปลงมีการเกิดขึ้นตลอดเวลา จึงต้องทำการ ศึกษาการเปลี่ยนแปลง ค้นหาวิธีการที่ดีกว่า ทดลองวิธีใหม่ หล่อหลอมข้อดีเข้าด้วยกัน เพื่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ

3. ตามแนวคิดของ Harold J. Leavitt โดยเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดจากผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดเวลาของงานโครงสร้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบเกี่ยวพันกัน


3.แนวคิดคุณลักษณะของผู้บริหารที่จะสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่คุณภาพการศึกษา

ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1. เป็นผู้นำวิสัยทัศน์( Visionary Leadership ) และสามารถกระจายวิสัยทัศน์ไปยังบุคคล ต่าง ๆ ได้
2. ใช้หลักการกระจายอำนาจ ( Empowerment ) และการมีส่วนร่วม ( Participation )
3. เป็นผู้มีความสัมพันธ์กับบุคลากร ทั้งภายในและนอกองค์กร
4. มีความมุ่งมั่นในการทำงาน
5. ผู้นำคุณภาพจะต้องมีความรู้ความสามารถในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีและใช้ข้อมูลสถิติในนการวิเคราะห์และตัดสินใจ
6. ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือลูกน้อง
7. ความสามารถในการสื่อสาร
8. ความสามารถในการใช้แรงจูงใจ
9. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ( Chang Leadership )



4. ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism)



ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย Professor Seymour Papert แห่ง M.I.T. (Massachusette Institute of Technology) โดยสาระสำคัญคือ เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองทฤษฎี มีสาระสำคัญว่า ความรู้ไม่ใช่มาจากการสอนของครูหรือผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้จะเกิดขึ้นและถูกสร้างขึ้นโดยผู้เรียนเอง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง (Learning by doing) มีพื้นฐานอยู่บนกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน

1. ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง โดยความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของประสบการณ์ที่ได้รับ หากเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำด้วยตนเองจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณค่า
2. กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกระบวนการนั้นมีความหมายกับผู้เรียนคนนั้น



ประสบการณ์ใหม่ / ความรู้ใหม่ + ประสบการณ์เดิม / ความรู้เดิม = องค์ความรู้ใหม่



Seymour ให้ความเห็นว่า ทฤษฎีการศึกษาการเรียนรู้ ที่มีพื้นฐานอยู่บนกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน
1. ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง ไม่ใช่รับแต่ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของผู้เรียนเท่านั้น โดยความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของประสบการณ์ที่ได้รับ
2. กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดหากกระบวนการนั้นมีความหมายกับผู้เรียนคนนั้น




ประพจน์สรุปแนวคิดทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) กล่าวได้ดังนี้



1. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อได้รับประสบการณ์ตรงหรือลงมือทำด้วยตนเอง (Learning by doing) ได้มีส่วนร่วมในการสร้างที่มีความหมายกับตนเอง ทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงผสมผสานความรู้ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้ที่มีอยู่เดิมและสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา
2. ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง ไม่ใช่รับแต่ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของผู้เรียนเท่านั้น โดยความรู้จะเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของประสบการณ์ที่ได้รับ
3. กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกระบวนการนั้นมีความหมายกับผู้เรียนคนนั้นโดยตรง

จากแนวคิดข้างต้นจะเห็นว่ากระบวนการสอนของครูอาจารย์ควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้จากสิ่งที่เขามีอยู่ให้รู้จักพัฒนาต่อยอดได้ด้วยตนเอง การสอนจึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเนื้อหาโดยเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นหลัก ไม่สอนแบบยัดเยียด ต้องมีการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการสอนอย่างชัดเจน พิจารณาเนื้อหาสาระ วิธีการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ และควรให้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด

ดังนั้นจากปัญหารระบบการศึกษาไทยข้างต้นเปรียบเทียบความเหมาะสมถึงความชัดเจนตรงจุดในการพยามยามแก้ไขปัญหาการศึกษา โดยการที่รํฐบาลมีการออกนโยบายเรียนฟรี 15 ปี เพื่อมุ่งเน้นในการเข้ามาแก้ไขปัญหาการศึกษาของไทย ดิฉันคิดว่ารัฐบาลไม่ควรมองแค่ต้องการให้แค่เรียนฟรี เพื่อลดภาระครอบครัว แต่ต้องเน้นให้เด็กไทยคิดเป็น ทำเป็น ที่สำคัญ นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่หัวใจของการศึกษา แต่หัวใจการศึกษา คือ การที่เด็กได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่จะทำได้ คือ ต้องรื้อหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ แต่การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาจะเน้นเพียงเรื่องสวัสดิการ การแก้หนี้ครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ผิด แต่ไม่ควรให้น้ำหนักมากเกินกว่ากระบวนการพัฒนาระบบการศึกษาไทย



Keywords: ปัญหาระบบการศึกษาไทย, ปัญหาการศึกษาไทย, วิเคราะห์ปัญหาของระบบการศึกษาไทย, วิเคราะห์ปัญหาระบบการศึกษาไทย, วิเคราะห์ปัญหาระบบการศึกษา

Total Pageviews