.
Showing posts with label วิกฤติทุนนิยมเสรี. Show all posts
Showing posts with label วิกฤติทุนนิยมเสรี. Show all posts
Jan 19, 2010
วิกฤติทุนนิยมเสรีและทิศทางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนของไทย
โดย ภัทรษมน รัตนางกูร
ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม คือระบบที่ชนชั้นนายทุน อาศัยความก้าวหน้าของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศยุโรป ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่น ทุน โรงงาน ไปจ้างแรงงานทำการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อนำไปจำหน่ายในระบบตลาด เพื่อหากำไรสูงสุด
ระบบทุนนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าระบบศักดินา (ระบบเจ้าขุนนางไพร่) ได้เริ่มขยายไปทั่วโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ผ่านทางลัทธิอาณานิคมและการค้าระหว่างประเทศ โดยประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจการเมืองได้ช้ากว่า และมีปัญหาการเอาเปรียบภายในประเทศสูง เช่น สหภาพโซเวียตรัสเซีย ยุโรปตะวันออก จีน ได้ปฏิวัติโค่นล้มระบบศักดินาและทุนนิยม เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม คือระบบที่รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตแทนเอกชน และแบ่งปันผลผลิตกันโดยอาศัยระบบการวางแผนจากส่วนกลางมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประเทศสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้นำระบบเศรษฐกิจทั้งสองแบบ คือ ทุนนิยม และสังคมนิยมต่างแข่งขันกันพัฒนาแบบคู่ขนานกันไป ช่วงแรกต่างคนต่างอยู่และต่างคนต่างหนุนช่วยกลุ่มคนในประเทศอื่น เช่น เกาหลี เวียดนาม ทำสงครามกันบ้าง แต่ไม่ได้รบกันโดยตรง จึงมักเรียกว่า สงครามเย็น คือเป็นสงครามทางอุดมการณ์การเมืองเป็นหลัก
เศรษฐกิจทุนนิยมโลกเติบโตในอัตราที่รวดเร็วมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ด้วยเหตุผลคือ
1. มีความเจริญก้าวหน้าด้านการขนส่งและโทรคมนาคมสูงมาก สามารถขนส่งสินค้าได้มาก เร็วและราคาต่ำ
2. มีการเปิดเสรีทางด้านการเงิน การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศสูงกว่ายุคก่อนหน้ามาก บริษัททุนนิยมข้ามชาติจากสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้เติบโตและได้ขยายการผลิตการค้าอย่างซับซ้อน ทั้งไปตั้งโรงงานในประเทศต่างๆ ผลิตสินค้าชิ้นส่วนและสินค้าชั้นกลางในบางประเทศส่งไปประกอบในบางประเทศ และส่งไปขายทั่วโลกผ่านบริษัทในเครือข่ายของตัวเอง เพื่อหากำไรสูงสุดของบริษัท
การขยายตัวของทุนนิยมสมัยใหม่ในปลายศตวรรษที่ 20 เป็นไปอย่างสันติวิธี มากกว่ายุคล่าเมืองขึ้นในศตวรรษก่อนหน้านั้น และได้รับการต้อนรับจากรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนา ที่เป็นตัวแทนของชนชั้นสูงและชั้นกลาง ที่ได้ประโยชน์ร่วมกับทุนต่างชาติ ทำให้การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศขยายตัวในอัตราทวีคูณ รวมทั้งการงทุนค้าขายแลกเปลี่ยนกันในด้านการศึกษา ข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรมด้วย ทำให้ประเทศต่างๆมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจสังคมอย่างใกล้ชิดมากขึ้นอย่างที่เรียกกันว่า โลกแคบลง หรือเป็นโลกที่ไร้พรมแดน
แม้แต่ค่ายประเทศสังคมนิยม เช่น รัสเซีย ยุโรปตะวันออก จีน เวียดนาม ที่เคยปิดตัวเองจากทุนนิยมโลก ก็เปลี่ยนนโยบายมาเปิดประเทศค้าขาย และเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางเป็นระบบตลาด (ทุนนิยม) และเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนได้อย่างเสรีมากขึ้น จนปัจจุบันกลุ่มประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกไปแล้ว แถมประเทศขนาดใหญ่อย่าง จีน รัสเซีย ยังเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยเพิ่มการผลิตและการบริโภคให้เศรษฐกิจทุนนิยมโลดได้เติบโตมากยิ่งขึ้น
ปัญหาของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่เกิดขึ้นคือ
1. การเน้นการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรม รวมทั้งการทำให้การเกษตรเป็นแบบอุตสาหกรรม คือเน้นผลิตเพื่อขายและส่งออก ได้ทำลายทรัพยากรและสภาพแวดล้อม เช่น ป่าไม้ การใช้พลังงานจากฟอสซิล (น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน) ในโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง การทำความร้อนความเย็น และการผลิตการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยด้านต่างๆ ได้ก่อมลภาวะในแผ่นดิน น้ำ อากาศ เกิดภาวะโลกร้อนหรืออุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น ภูมิอากาศแปรปรวน เกิดน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ ฯลฯ เพิ่มขึ้น
2. มีการกระจายทรัพย์สินและรายได้อย่างไม่เป็นธรรมระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน และระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลในสังคม เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำเป็นระยะๆ เกิดสงคราม ความขัดแย้ง การก่อการร้าย ปัญหาอาชญากรรม
3. มีปัญหาการเอาเปรียบแรงงาน การเอาเปรียบผู้หญิง เด็ก ชนกลุ่มน้อย การโยกย้ายอพยพของแรงงานจากชนบทสู่เมือง จากประเทศยากจนสู่ประเทศร่ำรวย
4. มีปัญหาหนี้สิน ความยากจนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
5. มีการรวมศูนย์ทุนและกำไรในมือของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ของนายทุนเอกชนจากประเทศร่ำรวยเพิ่มขึ้น จนอาจเรียกระบบโลกาภิวัฒน์ว่าเป็น Corporate Globalization คือ ระบบโลกาภิวัฒน์ที่ครอบงำโดยบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทที่ใหญ่ที่สุด อย่าง วอล-มาร์ต สโตร์ เคมเลอร์-ไครสเลอร์ มียอดขายปีละกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศขนาดกลางมี GDP อยู่อันดับที่ 21 ของโลก บรรษัทข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุด 200 บรรษัท มียอดขาย 27.5% ของ GDP ของโลกในปี ค.ศ.1999 และจ้างคนงานเพียง 0.78% ของแรงงานของโลก
บรรษัทข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดเหล่านี้มีอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกมาก โดยเฉพาะต่อรัฐบาลประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งมีอิทธิพลในองค์การค้าโลก ธนาคารโลก และ IMF พวกเขาสามารถชี้นำให้รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกต้องแก้กฏหมาย และดำเนินเปิดทางเสรี ให้บรรษัทข้ามชาติเข้าไปลงทุนจ้างแรงงาน และใช้ทรัพยากรของประเทศเหล่านั้นในราคาต่ำ แต่ขายสินค้าให้ประเทศทั่วโลกในราคาสูง บรรษัทข้ามชาติยังแทรกแซงการเมือง สนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีนโยบายชาตินิยม สังคมนิยม เพราะบรรษัทข้ามชาติต้องการให้ประเทศต่างๆ เปิดทางให้ตนเข้าไปลงทุนและค้าขายทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างสะดวกเสรี การที่บรรษัททำกำไรและสะสมทุนได้มากขึ้น ทำให้พวกเขาต้องขยายการลงทุน เพื่อหากำไรและดอกเบี้ยตลอดเวลา
บรรษัทข้ามชาติอ้างว่าพวกเขาทำให้โลกเจริญเติบโตก้าวหน้าแต่จริงๆแล้ว พวกเขาทั้งเอาเปรียบชาวโลก และทั้งทำลายทรัพยากร สภาพแวดล้อม ทำให้ทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมของโลกทรุดโทรมลง
อะไรกำลังเกิดขึ้นกับระบบทุนนิยม?
การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯมีขนาดใหญ่เกือบจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นจึงมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดคิด เม็ดเงินที่อัดฉีด เข้าไปในการแก้ไขปัญหามีสภาพที่เรียกว่า “ถมเท่าไหร่ ก็ไม่เต็ม” ซึ่งเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯหรือกว่า 33 ล้านล้านบาท ตั้งแต่เดือน พ.ค. ปี 2550 เป็นต้นมา จากผลการขาดทุนอย่างมโหฬารของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ ที่จำต้องตัดสินใจเลิกจ้าง พนักงานของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในสาขาต่างๆทั่วโลกมากกว่า 20,000 คน ในฐานะที่เป็นผู้ปล่อยกู้สินเชื่อซ้อนสินเชื่อ โดยวิธีการนำสินเชื่อนั้นเข้าสู่ระบบ การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์(Securitization) อีกหลายทอด
สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นสภาพเศรษฐกิจของครัวเรือนอเมริกันที่เต็มไปด้วยการกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อการใช้จ่ายไม่ใช่เพื่อการผลิต จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าไม่นานหลังจากที่สินเชื่อด้อยคุณภาพหรือคุณภาพต่ำ เหล่านี้ต้องกลายเป็นหนี้สูญหรือหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้ สิ่งที่จะตามมา ให้เห็นในลำดับต่อไปก็คือสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ก็จะไม่สามารถชำระหนี้ ได้ด้วยเช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อรถที่จะตามมา
ความเสียหายยังคงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกไม่เฉพาะแต่ในดัชนีหุ้นสหรัฐฯ แต่ยังลามถึงตลาดหุ้นในยุโรปและเอเชียที่ต่างก็ร่วงลงอย่างรุนแรงด้วย เพราะไม่เพียงแต่กองทุนซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคาร และสถาบันการเงิน จะเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก เพื่อนำเงินที่ได้ไปชดเชยผลการขาดทุนในสินเชื่อซับไพร์มเท่านั้น แต่หลายกองทุนในตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย ยังต้องระดมเม็ดเงินเท่าที่จะหาได้จากสินค้าคอมมอดิตี้เหล่านี้เพื่อนำไปพยุงฐานะของกิจการที่เป็นตัวจักรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ให้ต้องลากเอาระบบเศรษฐกิจของประเทศตนกระเทือนไปด้วย
ย้อนหลังไปไม่นาน จากการให้สัมภาษณ์ของอดีตผู้ว่าธนาคารกลางของอเมริกา นายอลัน กรีนสแปน เกี่ยวกับความเห็นของเขาต่อระบบทุนนิยมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดมากกว่าระบบเศรษฐกิจอื่นๆ จนได้นำพาประเทศสหรัฐอเมริกา และเศรษฐกิจโลกไปสู่ความเจริญอย่างรวดเร็วที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในยุคสมัยใด โดยนายกรีนสแปนก็ได้กล่าวอย่างภูมิใจว่า เป็นเพราะ ระบบทุนนิยมที่อเมริกาใช้อยู่นั้น เป็นระบบดี ให้โอกาสในการแข่งขันอย่างเสมอภาค และให้โอกาสการระดมทุนไปยังผู้ที่มีความสามารถ (ไม่ใช่เพราะว่าเป็นลูกใคร หลานใคร เพื่อนใคร) อีกทั้งเป็นระบบที่มีการตรวจสอบและคานอำนาจกันระหว่างสถาบันเอกชน โดยรัฐแทบจะไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด และนั่นก็ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามมา
มาวันนี้คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวคงเป็นคำกล่าวที่เป็นอุดมคติบนอากาศไปแล้ว และก็มีคำถามกลับมามากมายว่า หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ระบบทุนนิยมที่เราเคยเห็นอาจจะถึงคราวอวสาน แล้วหน้าตาของระบบทุนนิยมใหม่นี้จะเป็นอย่างไร?
ประเทศไทยจะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ด้วยแนวคิดทฤษฎีใดบ้าง?
แม้ระบบการเงินของไทยจะหลีกเลี่ยงผลกระทบโดยตรงของวิกฤตซับไพรม์ได้ แต่ประเทศไทยซึ่งพึ่งพิงการส่งออกสินค้าและบริการอย่างมากก็ถูกกระทบอย่างรุนแรงโดยอ้อมจากวิกฤตนี้ เนื่องจากวิกฤตนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำและการค้าระหว่างประเทศลดลง การส่งออกและระบบเศรษฐกิจไทยจึงประสบปัญหาอย่างหนัก ดังเห็นได้จากในไตรมาสที่ 1-3 ของปี 2551 การส่งออกขยายตัวมากกว่าร้อยละ 20 แต่ในไตรมาสที่ 4 การส่งออกหดตัวถึงร้อยละ 9.4 และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ติดลบร้อยละ 4.2 ทำให้ตัวเลขการเติบโตทั้งปีอยู่ที่เพียงร้อยละ 2.6 ซึ่งต่ำกว่าประมาณการ ความเสียหายชัดเจนขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2552 เมื่อการส่งออกหดตัวถึงร้อยละ 20 และ GDP ติดลบร้อยละ 7.1 ซึ่งเป็นความตกต่ำในระดับใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเติบโตของระบบเศรษฐกิจและการค้าในระดับโลกและระดับภูมิภาค ในขณะที่มีสัญญาณเป็นครั้งคราวว่าเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกอาจจะเริ่มถึงจุดต่ำสุดในอนาคตที่ไม่ไกลนัก แต่การมองโลก ในแง่ดีเกินไปก็ดูจะประมาท ในกรณีวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แม้เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดแล้วแต่ปัญหาก็ยังไม่จบสิ้น กล่าวคือ เศรษฐกิจไทยดิ่งไปถึงจุดต่ำสุดในห้าถึงหกไตรมาสนับจากเริ่มเกิดวิกฤต แต่ต้องใช้เวลาถึงห้าปีก่อนที่ GDP จะกลับมาอยู่ในระดับก่อนวิกฤต ส่วนการลดลงของอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้นั้น กว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 10 ต้องใช้เวลาถึงประมาณแปดปีด้วยกัน
วิกฤติปัจจุบันอาจจะจัดการได้ยากกว่าวิกฤตในปี 2540 เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้รับผลกระทบมากนักในช่วงของวิกฤตปี 2540 (ยกเว้นญี่ปุ่นซึ่งมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับส่วนอื่นๆ ของเอเชียตะวันออกอย่างแนบแน่น) ดังนั้นจึงมีอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกจากเอเชียตะวันออกที่เพิ่มขึ้นได้ แต่วิกฤตปัจจุบันแตกต่างไป โดยนำไปสู่การหดตัวของอุปสงค์ของสินค้าส่งออกไปทั่วโลก สถานการณ์นี้กระทบต่อตัวแบบการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีการส่งออกเป็นตัวนำของเอเชียตะวันออก
ดังนั้นการแก้วิกฤตปัจจุบันอย่างยั่งยืนเกี่ยวพันไม่แต่เพียงกับการกำกับดูแลทางการเงินให้เข้มแข็งขึ้นในทุกหนแห่ง แต่รวมถึงการมีกลไกที่ดีขึ้นเพื่อป้องกันการสะสมความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของโลกดังที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งการแก้ปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของโลกที่ฝังรากลึกนั้นต้องอาศัยเวลา เนื่องจากหลายประเทศหรือหลายกลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่
กระทั่งสหรัฐอเมริกายังต้องบริโภคและนำเข้าให้น้อยลง และต้องส่งออกมากขึ้น ขณะที่เอเชียตะวันออกและคู่ค้าที่สำคัญอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกาจะต้องกระทำในทางตรงกันข้าม ด้วยเหตุนี้ย่อมทำให้ต้องมีการปรับตัวในระดับผู้ประกอบการและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในระดับจุลภาคด้วย เช่นการฝึกอบรมแรงงานให้สามารถเปลี่ยนไปทำงานในภาคเศรษฐกิจใหม่ได้ รวมถึงการแก้ปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของโลกอาจต้องรวมถึงการปรับค่าของเงินสกุลสำคัญๆ ซึ่งย่อมสร้างผลกระทบต่อประเทศต่างๆ อย่างมากมาย
ในระยะสั้นประเทศต่างๆ ได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจขนานใหญ่เพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่การส่งออกหดตัวลง ส่วนในระยะปานกลางจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยประเทศแถบเอเชียตะวันออกจำเป็นต้องพึ่งการส่งออกให้น้อยลงและเสริมด้วยอุปสงค์อื่นๆ จากภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรเพิ่มการลงทุนในโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เพราะภาคเอกชนยังคงต้องอ่อนแอไปอีกระยะหนึ่ง
ซึ่งการพัฒนาโดยใช้การลงทุนและอุปสงค์อื่นๆ ภายในประเทศให้มากขึ้นนี้ยังต้อง ระวังไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูง คล้ายกับที่ได้เกิดขึ้นก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 อีกด้วย ต้องดูแลไม่ให้เกิดการลงทุนที่เกินตัว รวมทั้งต้องพิจารณาคุณภาพของการลงทุนให้เหมาะสม เพราะประเทศไทยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีอยู่มากมายในอดีตที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ริเริ่มโดยภาครัฐล้มเหลวมาหลายโครงการ
นอกจากนี้ยังมียุทธศาสตร์อื่นๆ ที่จะช่วยเสริมการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนในภาวะที่การส่งออกมีบทบาทน้อยลงในอนาคต โดยมีแนวความคิดและทฤษฎีประกอบยุทธ์ศาสตร์ ดังต่อไปนี้
1. ยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตรวม
การยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตรวมหมายถึงการเพิ่มผลผลิตโดยใช้ปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ซึ่งถ้าทำได้จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความเติบโตให้สมดุลมากขึ้นและสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในระยะยาว ในเรื่องนี้ประเทศไทยยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมากเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ โดยเฉพาะในสองเรื่องได้แก่
• การยกระดับทุนมนุษย์ด้วยการพัฒนาการศึกษาและการฝึกอบรม และ
• การยกระดับความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะสามารถนำเอาไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์
2. พัฒนาโครงข่ายการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ
คือการเพิ่มสัดส่วนของการผลิตสินค้าต่างๆ ที่ผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะอุปสงค์ต่อสินค้าขั้นกลาง การดำเนินการนี้ไม่ได้ต้องการส่งเสริมการกีดกันสินค้านำเข้า แต่เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประเทศมีฐานการผลิตที่หลากหลายและลงลึกมากขึ้น โดยจะต้องพัฒนาเครือข่ายของกลุ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและต้องจัดเตรียมระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญของการลดการนำเข้าสินค้าขั้นกลางคือ การเพิ่มความสามารถในการผลิตของผู้ผลิตภายในประเทศเพื่อให้ผู้ผลิตเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
จากกรณีตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ในช่วงต้นอุตสาหกรรมยานยนต์ส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่การประกอบชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ ต่อมาจึงค่อยมีการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ภายในประเทศมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตภายในประเทศยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์จนได้มาตรฐานสากล โดยในปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูงด้วยการมีส่วนประกอบที่ผลิตภายในประเทศมาก และชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศก็สามารถส่งออกไปขายในต่างประเทศได้ด้วย
3. ลดสัดส่วนการใช้พลังงาน
สัดส่วนของพลังงานที่นำเข้าเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่าร้อยละ 4 ของ GDP ในปี 2541 เป็นร้อยละ 12 ถึง 14 ของ GDP ในปี 2549-2551 ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงตกอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างมากเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น
โดยการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าการไม่มีแหล่งพลังงานในประเทศอย่างเพียงพอ โดยรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นอนาคตที่สดใสสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยในอนาคตอันใกล้
4. การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้
การกระจายรายได้นับเป็นประเด็นปัญหาใหญ่มาก ความเหลื่อมล้ำที่สูงนั้นส่งผลให้ตลาดภายในประเทศมีขนาดเล็ก เนื่องจากความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในหมู่คนรวยเพียง20% ของประชากรทั้งประเทศ โดยหากมีการแก้ปัญหาการกระจายรายได้ได้สำเร็จจะทำให้เขนาดของตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้นรวมถึงการเติบโตเกิดความสมดุลมากขึ้นด้วย
มาตรการในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ อาจจะประกอบด้วย 3 แนวนโยบายดังนี้
1. การอาศัยกลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการสร้างการแข่งขัน เพื่อประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจ และลดการผูกขาดตัดตอน
2. การใช้นโยบายการคลังโดยผ่านนโยบายภาษีอากรและการใช้จ่ายสาธารณะ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำโดยการทำให้ฐานะโดยเปรียบเทียบของกลุ่มคนรวยลดลง โดยผ่านระบบภาษีและเพิ่มฐานะโดยเปรียบเทียบของกลุ่มคนจนได้เพิ่มขึ้นโดยผ่านระบบการใช้จ่ายสาธารณะของรัฐบาล
3. การใช้นโยบายทางด้านอื่นๆ ที่จะเป็นการเพิ่มศักยภาพหรือโอกาสของกลุ่มคนยากจน ให้สามารถแข่งขันกับกลุ่มคนรวยได้ เช่น การให้โอกาสทางการศึกษาและการเพิ่มทุนมนุษย์ โดยไม่ให้ฐานะทางรายได้ของครอบครัวเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาหาความรู้ดังกล่าว และการได้รับการดูแลจากรัฐโดยผ่านรัฐสวัสดิการในสภาวะพิเศษ เช่น ในยามชราภาพ หรือความไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เพื่อไม่ให้ฐานะความเป็นอยู่โดยเปรียบเทียบของคนกลุ่มนี้ลดลง เมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่นในสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งสำคัญที่จะเกิดตามมาจากการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกันคือ สามารถช่วยลดการแยกขั้ว-แบ่งสีทางการเมืองที่กำลังเป็นสาเหตุสำคัญในการ ทำลายเศรษฐกิจและการเมืองไทยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงขณะนี้ได้อย่างดีอีกด้วย
By Phatrsamon Rattanangkun
บทความที่เกี่ยวข้อง:
Mar 7, 2009
ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไทยภาคชนบท
โดย ภัทรษมน รัตนางกูร
เมื่อกล่าวถึงการผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ในอัตราส่วนที่สูงของสังคมเกษตรแบบดั้งเดิมของไทยนั้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ประชากรในภาคเกษตรแบบดั้งเดิมนี้กลับมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก คนส่วนใหญ่ซึ่งยังคงมีมาตรฐานการดำรงชีพแค่พออยู่พอกินในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยที่พวกเขาไม่ค่อยมีความจำเป็นต้องซื้อขายหรือใช้เงิน คนที่ถูกจัดว่ายากจนในสังคมเกษตรแบบดั้งเดิมนั้น มักจะถูกใช้เกณฑ์การวัดที่การด้อยโอกาสทางสังคมมากเสียยิ่งกว่าถูกเรียกหรือจัดว่ายากจนเพราะอยู่ในสังคมเกษตรแบบดั้งเดิมเสียอีก สาเหตุเนื่องจากในบางชุมชนในภาคการเกษตรแบบดั้งเดิมนั้นจัดได้ว่าค่อนข้างมีความเสมอภาคซึ่งกันและกันในแต่ละครัวเรือน
การพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกมีส่วนสำคัญในการทำให้คนส่วนหนึ่งยากจนลงหรือเป็นผู้สร้างความยากจนยุคใหม่ขึ้น เพราะการพัฒนาทุนนิยมในประเทศกำลังพัฒนาเช่น ไทยเป็นการพัฒนาทุนนิยมแบบบริวารที่มีการผูกขาด การแข่งขันไม่เป็นธรรม พึ่งการลงทุน การสั่งเข้าเทคโนโลยีจากประเทศร่ำรวย ไม่ได้พัฒนาพื้นฐานทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง การเติบโตทางเศรษฐกิจให้ประโยชน์กับทุนต่างชาติ และนายทุนใหญ่ในประเทศมากกว่าที่จะกระจายสู่คนส่วนใหญ่ ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เกิดคนจนมากขึ้น ประชาชนยังถูกทำให้จนลงโดยนโยบายพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมบริวาร
สาเหตุที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสวนทางกับการกระจายรายได้ภาคประชาชนด้วยเหตุผลหลายประการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1. เปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการเกษตรแบบผสมผสานเพื่อกินเพื่อใช้ ไปเป็นการปลูกพืชเดี่ยวเพื่อขายหาเงินไปซื้อของกินของใช้ ทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองด้านอาหารและเครื่องใช้ไม้สอยได้ในปริมาณที่ลดลงจากเดิม โดยพวกเค้าได้เปลี่ยนมาพึ่งพาการใช้เงินและระบบตลาดที่มีลักษณะผูกขาดเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นเกษตรกรในยุคตั้งแต่มีการพัฒนาการเกษตรแบบทุนนิยมจึงต้องตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบ ต้องทำงานหนัก อพยพโยกย้ายพลัดพรากจากครอบครัว บ้านเกิดเมืองนอน แม้มีรายได้เป็นตัวเงินสูงขึ้นก็ตาม แต่ขณะเดียวกันรายจ่ายของพวกเค้ากลับเพิ่มมากกว่ารายได้ที่ได้รับ ซึ่งนับว่ายิ่งทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่มีความลำบากยากแค้นเพิ่มมากขึ้น
2. ทำลายวิถีชีวิตชุมชนแบบยอมรับกรรมสิทธิ์ร่วมในเรื่องป่าไม้ ที่ทำกิน ทรัพยากรต่าง ๆ และการอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไปเป็นวิถีชีวิตแบบการแย่งชิงทรัพยากรไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน เพื่อแสวงหากำไรสูงสุดและการบริโภคสูงสุด การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันในสังคมเกษตรแบบดั้งเดิม
3. ทำลายทรัพยากรธรรมชาติสภาพแวดล้อมแหล่งทำมาหากินและยังชีพที่คนในชนบทเคยอาศัยทำมาหากินแบบเพียงพอ คนถูกกวาดต้อนให้เข้าสู่ระบบผลิตทุนนิยมผูกขาดที่วิถีการผลิต วิถีการบริโภคของคนขึ้นอยู่กับการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภคที่ต้องหาเงินมาซื้อมากขึ้น เป็นระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่คนในชนบทและคนงานในเมืองควบคุมไม่ได้หรือไร้อำนาจในการตัดสินใจ และทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้น
การขยายตัวของเศรษฐกิจทุนโลกหรือโลกาภิวัตน์ทำให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาบางส่วนมีงานทำ แต่ได้ค่าแรงต่ำกว่าแรงงานประเภทเดียวกันในประเทศของเจ้าของทุน รวมทั้งประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา ต้องซื้อสินค้าอุตสาหกรรมในราคาสูง ที่ไม่ต่างจากสินค้าที่สั่งเข้าจากต่างประเทศ คนรวย คนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหุ้นส่วน หรือมีงานที่ได้เงินเดือนและรายได้สูง อาจได้ประโยชน์จากความร่ำรวยทางวัตถุของยุคโลกาภิวัตน์เพิ่มขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์น้อยมาก หรือยิ่งยากจนลง เพราะต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรและค่าครองชีพสูงขึ้นกว่าการเพิ่มของรายได้ของพวกเขา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นโดยผ่านการค้าโลก ได้รับการวางรากฐานลงบน "ส่วนเกินเทียม" (pseudo surpluses) ซึ่งหมายถึง บริษัททางด้านเกษตรได้กำไรมากขึ้น แต่เกษตรกรกลับยากจนลง อาหารที่มากขึ้นได้ถูกนำมาค้าขาย ขณะที่คนยากคนจนกำลังบริโภคน้อยลง เมื่อความเจริญเติบโตได้ไปเพิ่มความยากจน เมื่อผลผลิตที่แท้จริงกลายเป็นเศรษฐกิจในเชิงลบ บางสิ่งบางอย่างได้ดำเนินไปด้วยแนวความคิดและการจัดหมวดหมู่ของความมั่งคั่ง และการสร้างสรรค์ความมั่งคั่ง การผลักให้ผลผลิตที่แท้จริงโดยธรรมชาติและผู้คนเข้าไปสู่เศรษฐกิจในเชิงลบ (negative economy) เข้าลักษณะที่ว่า "การผลิตสินค้าที่แท้จริงและการบริการกำลังเสื่อมลง" เพราะได้ไปสร้างให้เกิดความยากจนในระดับลึกให้แก่เกษตรกรจำนวนมหาศาลและอาจถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด
กรณีตัวอย่างประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ปลูกข้าวในลำดับ 6 ของโลก ก็ได้ผจญกับปัญหาและมาตรการการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวมาตลอดนั้น นายโรเบิร์ต ซีกเลอร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute : IRRI) ได้กล่าวเตือนว่า มีสัญญาณที่น่าวิตกบ่งบอกว่าราคาข้าวจะสูงขึ้น สต๊อคข้าวโลกจะมีระดับต่ำที่สุดในรอบสามสิบปี อันเนื่องมาจากปริมาณการผลิตข้าวลดน้อยถอยลง สาเหตุเพราะพื้นที่ปลูกข้าวในเขตชลประทานเสื่อมทรามลง ปัญหาของแหล่งน้ำ ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น พื้นที่การเพาะปลูกลดลงเพราะการขยายตัวของเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรม และย้ำว่าในระยะห้าปีที่ผ่านมา ราคาข้าวสูงขึ้นเกือบสองเท่า ราคาปุ๋ยที่ใช้ปลูกข้าวก็สูงขึ้นเกือบสามเท่าของการขึ้นราคาของน้ำมัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องค้นคว้าและเผยแพร่เทคโนโลยีใหม่ในการปลูกข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว และรักษาระดับราคาข้าวให้มีเสถียรภาพ และไม่ให้สูงเกินไป มิฉะนั้นจะกระทบต่อผู้ที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักที่มีอยู่ครึ่งโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ยากจน
ปัญหาราคาไม่ใช่ปัญหาราคาข้าวที่สูงขึ้น แต่เป็นปัญหาราคาข้าวตกต่ำทำให้ชาวนาได้รับค่าข้าวไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น มาตรการต่างๆ ที่ช่วยชาวนาให้ได้รับราคาข้าวที่สูงขึ้น ไม่เคยมีการวาง และกำหนดมาตรการอย่างเป็นระบบ แต่กำหนดมาตรการแก้ไขในลักษณะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นไปตามความกดดันทางการเมืองอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินนโยบายที่ไม่ชัดเจน และนโยบายประชานิยม รัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ต้องกำหนดทิศทางของนโยบาย คอยสอดส่องดูแล ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงแก่เกษตรกรได้รับรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง และทันต่อเหตุการณ์
แนวทางการแก้ไขปัญหา กรณีราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
1. การประกันราคาขั้นต่ำ เป็นราคาที่อยู่สูงกว่าราคาดุลยภาพ (ราคาในท้องตลาด) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนามีความจำเป็นต้องพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ อีกมาก จึงมีงบประมาณจำกัดที่จะนำไปใช้ในการพยุงราคาสินค้าเกษตร โดยการรับซื้ออุปทานส่วนเกิน (Excess Supply) ไว้ทั้งหมด ซึ่งเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับรัฐบาล
2. การจำกัดพื้นที่การเพาะปลูก โดยการควบคุมปริมาณผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อความมีเสถียรภาพของราคา
ข้อดี รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนใดๆ และเกษตรกรก็จะได้ราคาที่สูงขึ้น
ข้อเสีย ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าเกษตรในราคาแพง เกิดการว่างงานในภาคเกษตร และผู้ประกอบการที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นปัจจัยการผลิตจะมีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น วิธีนี้ในภาคปฏิบัติเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก เพราะการออกกฎหมายควบคุมให้ลดปริมาณการผลิตในช่วงระยะเวลาอันสั้น อาจจะไม่ได้รับการร่วมมือจากเกษตรกรเลย และต้องจัดเตรียมหางานใหม่มารองรับให้แก่เกษตรกร
3. รัฐบาลให้เงินอุดหนุน โดยไม่มีการเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคาหรือกลไกตลาด แล้วรัฐบาลก็ออกกฎหมายควบคุมปริมาณการผลิตให้อยู่ในระดับนี้ และควรจะทำหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว โดยให้มีการจดบันทึกรายชื่อเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ เพื่อควบคุมการเข้าออกของเกษตรกร
ข้อดี ถ้าราคาดุลยภาพเป็นระดับราคาที่เกษตรกรประสบกับภาวการณ์ขาดทุน รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรน้อยกว่าวิธีที่ 1 รวมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะซื้อสินค้าเกษตรในราคาดุลยภาพ ไม่ใช่ราคาประกันขั้นต่ำ
ข้อเสีย รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่เคยคิดจะนำเอาวิธีนี้ไปปฏิบัติ ทั้งที่มีความเหมาะสมมากที่สุด
ดังนั้นอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงไม่นับว่าเป็นอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งเพียงแต่เป็นภาพลวงตาทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้น (Gross Domestic Product : GDP) ปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปฏิวัติต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ จากการพึ่งพาการนำเข้าและการเป็นฐานการผลิตสินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภค มาเป็นประเทศผู้ผลิตและตั้งฐานการผลิตในประเทศอื่นเสียเอง เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตของ ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของกิจการและเจ้าของสิทธิบัตร เพื่อให้ทั้ง 2 ภาคนี้ เป็นตัวดูดซับแรงงานภาคเกษตรให้ลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ 10 ของแรงงานทั้งหมด พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
ช่องทางที่จะใช้แก้ไขปัญหาข้างบนเพื่อมิให้ชาวชนบทเข้ามาแออัดทำมาหากินในเมือง และอยากกลับไปร่วมอยู่ร่วมสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นของตน ด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อทรัพยากรและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
1. การพัฒนาคนไทยให้มีคุณธรรมนำความรู้ โดยพัฒนาจิตใจควบคู่กับการพัฒนาการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่มทุกวัยตลอดชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กให้มีความรู้พื้นฐานเข้มแข็ง มีทักษะชีวิต พัฒนาสมรรถนะ ทักษะของกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการ พร้อมก้าวสู่โลกของการทำงานและการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ สร้างและพัฒนากำลังคนที่เป็นเลิศโดยเฉพาะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ ส่งเสริมให้คนไทยเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จัดการองค์ความรู้ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและองค์ความรู้สมัยใหม่ตั้งแต่ระดับชุมชนถึงประเทศ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
2. เสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ เน้นการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างครบวงจร มุ่งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ เสริมสร้างคนไทยให้มีความมั่นคงทางอาหารและการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ลด ละ เลิกพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ และการเสริมสร้างคนไทยให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข โดยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของคนในสังคมบนฐานของความมีเหตุมีผล ดำรงชีวิตอย่างมั่นคงทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน พัฒนาระบบการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลายและครอบคลุมทั่วถึง สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่มีความปลอดภัย น่าอยู่ บนพื้นฐานของความยุติธรรมในสังคม เสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมแบบบูรณาการและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่กับการเสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองและความตระหนักถึงคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อลดความขัดแย้ง
3. การจัดการองค์ความรู้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของคนไทยและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากการปฏิบัติจริงร่วมกับปราชญ์ ผู้รู้ และผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ผ่านศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน และผลักดันให้เป็นวิชาในการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษา
4. นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างเป็นระบบ และนำไปผลิตสินค้าและบริการ สร้างรายได้ให้ชุมชน ควบคู่กับการทำวิจัยพื้นบ้านที่นักวิจัยในชุมชนร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาครัฐ รวมทั้งจัดระบบการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงลึก
5. การจัดการความรู้ระดับประเทศ ที่มุ่งสร้างศักยภาพทางการแข่งขันในเวทีโลกบนฐานของการพึ่งตนเองตามศักยภาพของคนไทยสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทุกสาขาให้ผลิตองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง และผลักดันไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่สามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิต สร้างสรรค์คุณค่า พัฒนาคุณภาพชีวิต อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยปรับมาตรการจูงใจทางการเงินการคลัง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาให้พัฒนาขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พัฒนานวัตกรรมที่นำไปสู่การพึ่งตนเอง สามารถลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และปรับระบบจูงใจด้านการเงิน พร้อมกับจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ ให้ความสำคัญกับการคุ้มครอง การแบ่งปันผลประโยชน์ การนำองค์ความรู้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ มีองค์กร กลไก รับผิดชอบโดยตรง
6. เสริมสร้างครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง มีสัมพันธ์ภาพที่ดี เกิดความอบอุ่น รักษา สืบทอดวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีสู่คนรุ่นต่อไป
- ส่งเสริมการออมระดับครัวเรือนที่มุ่งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยกระตุ้นให้คนไทยมีการออมในรูปแบบต่างๆ อาทิ พันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ การประกันชีวิตและสุขภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและส่งผลให้การออมรวมของประเทศมีเพียงพอที่จะนำมาลงทุนพัฒนาประเทศ
- เสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมแบบบูรณาการและบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งส่งเสริมการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกอย่างจริงจัง ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส เด็กและสตรี ป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด
- เสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ภายใต้กรอบกฎหมาย จารีตประเพณี วัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สร้างความตระหนักถึงคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและผู้อื่น ส่งเสริมความเสมอภาคของบทบาทหญิงและชาย โดยเฉพาะบทบาทผู้หญิงในการบริหารและการปกครองทุกระดับให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทุกระดับโดยใช้หลักคุณธรรมและจริยธรรมเป็นเครื่องมือ
- คนไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แม้คดียาเสพติดมีแนวโน้มลดลงแต่พัฒนาการของยาเสพติดและการค้าในรูปแบบใหม่เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมรับมือ อาทิ เช่น ทางอินเตอร์เน็ต ไปรษณีย์ ขณะเดียวกันการก่ออาชญากรรมยังมีแนวโน้มสูงขึ้น
7. นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ สนับสนุนให้ทุกคนในสังคมเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง และนำไปปฏิบัติใช้ในการดำเนินชีวิตและบริหารจัดการธุรกิจ อย่างถูกต้องและทั่วถึง
8. ให้ทุกคนได้รับหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลายประเภทอย่างทั่วถึง สามารถป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงที่เผชิญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการประกอบอาชีพ สร้างรายได้และการดำรงชีวิตให้มีความมั่นคง
สรุปเลือกใช้แนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อมิให้ชาวชนบทเข้ามาแออัดทำมาหากินในเมือง และอยากกลับไปร่วมอยู่ร่วมสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นของตน ด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อทรัพยากรและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยเลือกวิเคราะห์ศักยภาพทางสังคมไทยไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยใช้องค์ประกอบโครงสร้างของสังคม 6 มิติ คือ มิติทางเศรษฐกิจ ด้านการเกษตร การอุตสาหกรรม พาณิชกรรม การท่องเที่ยวการบริการการค้าเสรี มิติทางสังคม ชนบท และเมือง มิติทางวัฒนธรรมมิติทางการเมืองการปกครอง ระบบประชาธิปไตย การกระจายอำนาจและธรรมาภิบาล มิติสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ กระแสโลการภิวัตน์ และมิติเทคโนโลยี คอมพิเตอร์ นาโน สารสนเทศ อินเทอร์เน็ต ซึ่งเกิดวิกฤตจากโครงสร้างของสังคมมิติต่างๆ ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมล่าช้า จึงเสนอกลยุทธ์ช่วยแก้ไขปัญหาชาติให้พ้นวิกฤตได้โดย การพัฒนาคนไทยให้มีคุณธรรมนำความรู้ เสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ การจัดการองค์ความรู้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดการความรู้ระดับประเทศ ที่มุ่งสร้างศักยภาพทางการแข่งขันในเวทีโลกบนฐานของการพึ่งตนเองตามศักยภาพของคนไทย เสริมสร้างครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง มีสัมพันธ์ภาพที่ดี นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ให้ทุกคนได้รับหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลายประเภทอย่างทั่วถึงทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการย้ายถิ่นของประชาชนในชนบทเข้ามาทำงานในเมืองจนขาดสมดุลนั่นเอง
By Phatrsamon Rattanangkun
บทความที่เกี่ยวข้อง:
การพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกมีส่วนสำคัญในการทำให้คนส่วนหนึ่งยากจนลงหรือเป็นผู้สร้างความยากจนยุคใหม่ขึ้น เพราะการพัฒนาทุนนิยมในประเทศกำลังพัฒนาเช่น ไทยเป็นการพัฒนาทุนนิยมแบบบริวารที่มีการผูกขาด การแข่งขันไม่เป็นธรรม พึ่งการลงทุน การสั่งเข้าเทคโนโลยีจากประเทศร่ำรวย ไม่ได้พัฒนาพื้นฐานทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง การเติบโตทางเศรษฐกิจให้ประโยชน์กับทุนต่างชาติ และนายทุนใหญ่ในประเทศมากกว่าที่จะกระจายสู่คนส่วนใหญ่ ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เกิดคนจนมากขึ้น ประชาชนยังถูกทำให้จนลงโดยนโยบายพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมบริวาร
สาเหตุที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสวนทางกับการกระจายรายได้ภาคประชาชนด้วยเหตุผลหลายประการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1. เปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการเกษตรแบบผสมผสานเพื่อกินเพื่อใช้ ไปเป็นการปลูกพืชเดี่ยวเพื่อขายหาเงินไปซื้อของกินของใช้ ทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองด้านอาหารและเครื่องใช้ไม้สอยได้ในปริมาณที่ลดลงจากเดิม โดยพวกเค้าได้เปลี่ยนมาพึ่งพาการใช้เงินและระบบตลาดที่มีลักษณะผูกขาดเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นเกษตรกรในยุคตั้งแต่มีการพัฒนาการเกษตรแบบทุนนิยมจึงต้องตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบ ต้องทำงานหนัก อพยพโยกย้ายพลัดพรากจากครอบครัว บ้านเกิดเมืองนอน แม้มีรายได้เป็นตัวเงินสูงขึ้นก็ตาม แต่ขณะเดียวกันรายจ่ายของพวกเค้ากลับเพิ่มมากกว่ารายได้ที่ได้รับ ซึ่งนับว่ายิ่งทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่มีความลำบากยากแค้นเพิ่มมากขึ้น
2. ทำลายวิถีชีวิตชุมชนแบบยอมรับกรรมสิทธิ์ร่วมในเรื่องป่าไม้ ที่ทำกิน ทรัพยากรต่าง ๆ และการอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไปเป็นวิถีชีวิตแบบการแย่งชิงทรัพยากรไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน เพื่อแสวงหากำไรสูงสุดและการบริโภคสูงสุด การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันในสังคมเกษตรแบบดั้งเดิม
3. ทำลายทรัพยากรธรรมชาติสภาพแวดล้อมแหล่งทำมาหากินและยังชีพที่คนในชนบทเคยอาศัยทำมาหากินแบบเพียงพอ คนถูกกวาดต้อนให้เข้าสู่ระบบผลิตทุนนิยมผูกขาดที่วิถีการผลิต วิถีการบริโภคของคนขึ้นอยู่กับการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภคที่ต้องหาเงินมาซื้อมากขึ้น เป็นระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่คนในชนบทและคนงานในเมืองควบคุมไม่ได้หรือไร้อำนาจในการตัดสินใจ และทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้น
การขยายตัวของเศรษฐกิจทุนโลกหรือโลกาภิวัตน์ทำให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาบางส่วนมีงานทำ แต่ได้ค่าแรงต่ำกว่าแรงงานประเภทเดียวกันในประเทศของเจ้าของทุน รวมทั้งประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา ต้องซื้อสินค้าอุตสาหกรรมในราคาสูง ที่ไม่ต่างจากสินค้าที่สั่งเข้าจากต่างประเทศ คนรวย คนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหุ้นส่วน หรือมีงานที่ได้เงินเดือนและรายได้สูง อาจได้ประโยชน์จากความร่ำรวยทางวัตถุของยุคโลกาภิวัตน์เพิ่มขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์น้อยมาก หรือยิ่งยากจนลง เพราะต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรและค่าครองชีพสูงขึ้นกว่าการเพิ่มของรายได้ของพวกเขา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นโดยผ่านการค้าโลก ได้รับการวางรากฐานลงบน "ส่วนเกินเทียม" (pseudo surpluses) ซึ่งหมายถึง บริษัททางด้านเกษตรได้กำไรมากขึ้น แต่เกษตรกรกลับยากจนลง อาหารที่มากขึ้นได้ถูกนำมาค้าขาย ขณะที่คนยากคนจนกำลังบริโภคน้อยลง เมื่อความเจริญเติบโตได้ไปเพิ่มความยากจน เมื่อผลผลิตที่แท้จริงกลายเป็นเศรษฐกิจในเชิงลบ บางสิ่งบางอย่างได้ดำเนินไปด้วยแนวความคิดและการจัดหมวดหมู่ของความมั่งคั่ง และการสร้างสรรค์ความมั่งคั่ง การผลักให้ผลผลิตที่แท้จริงโดยธรรมชาติและผู้คนเข้าไปสู่เศรษฐกิจในเชิงลบ (negative economy) เข้าลักษณะที่ว่า "การผลิตสินค้าที่แท้จริงและการบริการกำลังเสื่อมลง" เพราะได้ไปสร้างให้เกิดความยากจนในระดับลึกให้แก่เกษตรกรจำนวนมหาศาลและอาจถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด
กรณีตัวอย่างประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ปลูกข้าวในลำดับ 6 ของโลก ก็ได้ผจญกับปัญหาและมาตรการการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวมาตลอดนั้น นายโรเบิร์ต ซีกเลอร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute : IRRI) ได้กล่าวเตือนว่า มีสัญญาณที่น่าวิตกบ่งบอกว่าราคาข้าวจะสูงขึ้น สต๊อคข้าวโลกจะมีระดับต่ำที่สุดในรอบสามสิบปี อันเนื่องมาจากปริมาณการผลิตข้าวลดน้อยถอยลง สาเหตุเพราะพื้นที่ปลูกข้าวในเขตชลประทานเสื่อมทรามลง ปัญหาของแหล่งน้ำ ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น พื้นที่การเพาะปลูกลดลงเพราะการขยายตัวของเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรม และย้ำว่าในระยะห้าปีที่ผ่านมา ราคาข้าวสูงขึ้นเกือบสองเท่า ราคาปุ๋ยที่ใช้ปลูกข้าวก็สูงขึ้นเกือบสามเท่าของการขึ้นราคาของน้ำมัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องค้นคว้าและเผยแพร่เทคโนโลยีใหม่ในการปลูกข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว และรักษาระดับราคาข้าวให้มีเสถียรภาพ และไม่ให้สูงเกินไป มิฉะนั้นจะกระทบต่อผู้ที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักที่มีอยู่ครึ่งโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ยากจน
ปัญหาราคาไม่ใช่ปัญหาราคาข้าวที่สูงขึ้น แต่เป็นปัญหาราคาข้าวตกต่ำทำให้ชาวนาได้รับค่าข้าวไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น มาตรการต่างๆ ที่ช่วยชาวนาให้ได้รับราคาข้าวที่สูงขึ้น ไม่เคยมีการวาง และกำหนดมาตรการอย่างเป็นระบบ แต่กำหนดมาตรการแก้ไขในลักษณะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นไปตามความกดดันทางการเมืองอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินนโยบายที่ไม่ชัดเจน และนโยบายประชานิยม รัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ต้องกำหนดทิศทางของนโยบาย คอยสอดส่องดูแล ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงแก่เกษตรกรได้รับรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง และทันต่อเหตุการณ์
แนวทางการแก้ไขปัญหา กรณีราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
1. การประกันราคาขั้นต่ำ เป็นราคาที่อยู่สูงกว่าราคาดุลยภาพ (ราคาในท้องตลาด) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนามีความจำเป็นต้องพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ อีกมาก จึงมีงบประมาณจำกัดที่จะนำไปใช้ในการพยุงราคาสินค้าเกษตร โดยการรับซื้ออุปทานส่วนเกิน (Excess Supply) ไว้ทั้งหมด ซึ่งเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับรัฐบาล
2. การจำกัดพื้นที่การเพาะปลูก โดยการควบคุมปริมาณผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อความมีเสถียรภาพของราคา
ข้อดี รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนใดๆ และเกษตรกรก็จะได้ราคาที่สูงขึ้น
ข้อเสีย ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าเกษตรในราคาแพง เกิดการว่างงานในภาคเกษตร และผู้ประกอบการที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นปัจจัยการผลิตจะมีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น วิธีนี้ในภาคปฏิบัติเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก เพราะการออกกฎหมายควบคุมให้ลดปริมาณการผลิตในช่วงระยะเวลาอันสั้น อาจจะไม่ได้รับการร่วมมือจากเกษตรกรเลย และต้องจัดเตรียมหางานใหม่มารองรับให้แก่เกษตรกร
3. รัฐบาลให้เงินอุดหนุน โดยไม่มีการเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคาหรือกลไกตลาด แล้วรัฐบาลก็ออกกฎหมายควบคุมปริมาณการผลิตให้อยู่ในระดับนี้ และควรจะทำหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว โดยให้มีการจดบันทึกรายชื่อเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ เพื่อควบคุมการเข้าออกของเกษตรกร
ข้อดี ถ้าราคาดุลยภาพเป็นระดับราคาที่เกษตรกรประสบกับภาวการณ์ขาดทุน รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรน้อยกว่าวิธีที่ 1 รวมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะซื้อสินค้าเกษตรในราคาดุลยภาพ ไม่ใช่ราคาประกันขั้นต่ำ
ข้อเสีย รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่เคยคิดจะนำเอาวิธีนี้ไปปฏิบัติ ทั้งที่มีความเหมาะสมมากที่สุด
ดังนั้นอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงไม่นับว่าเป็นอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งเพียงแต่เป็นภาพลวงตาทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้น (Gross Domestic Product : GDP) ปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปฏิวัติต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ จากการพึ่งพาการนำเข้าและการเป็นฐานการผลิตสินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภค มาเป็นประเทศผู้ผลิตและตั้งฐานการผลิตในประเทศอื่นเสียเอง เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตของ ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของกิจการและเจ้าของสิทธิบัตร เพื่อให้ทั้ง 2 ภาคนี้ เป็นตัวดูดซับแรงงานภาคเกษตรให้ลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ 10 ของแรงงานทั้งหมด พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
ช่องทางที่จะใช้แก้ไขปัญหาข้างบนเพื่อมิให้ชาวชนบทเข้ามาแออัดทำมาหากินในเมือง และอยากกลับไปร่วมอยู่ร่วมสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นของตน ด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อทรัพยากรและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
1. การพัฒนาคนไทยให้มีคุณธรรมนำความรู้ โดยพัฒนาจิตใจควบคู่กับการพัฒนาการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่มทุกวัยตลอดชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กให้มีความรู้พื้นฐานเข้มแข็ง มีทักษะชีวิต พัฒนาสมรรถนะ ทักษะของกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการ พร้อมก้าวสู่โลกของการทำงานและการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ สร้างและพัฒนากำลังคนที่เป็นเลิศโดยเฉพาะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ ส่งเสริมให้คนไทยเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จัดการองค์ความรู้ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและองค์ความรู้สมัยใหม่ตั้งแต่ระดับชุมชนถึงประเทศ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
2. เสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ เน้นการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างครบวงจร มุ่งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ เสริมสร้างคนไทยให้มีความมั่นคงทางอาหารและการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ลด ละ เลิกพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ และการเสริมสร้างคนไทยให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข โดยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของคนในสังคมบนฐานของความมีเหตุมีผล ดำรงชีวิตอย่างมั่นคงทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน พัฒนาระบบการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลายและครอบคลุมทั่วถึง สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่มีความปลอดภัย น่าอยู่ บนพื้นฐานของความยุติธรรมในสังคม เสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมแบบบูรณาการและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่กับการเสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองและความตระหนักถึงคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อลดความขัดแย้ง
3. การจัดการองค์ความรู้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของคนไทยและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากการปฏิบัติจริงร่วมกับปราชญ์ ผู้รู้ และผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ผ่านศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน และผลักดันให้เป็นวิชาในการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษา
4. นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างเป็นระบบ และนำไปผลิตสินค้าและบริการ สร้างรายได้ให้ชุมชน ควบคู่กับการทำวิจัยพื้นบ้านที่นักวิจัยในชุมชนร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาครัฐ รวมทั้งจัดระบบการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงลึก
5. การจัดการความรู้ระดับประเทศ ที่มุ่งสร้างศักยภาพทางการแข่งขันในเวทีโลกบนฐานของการพึ่งตนเองตามศักยภาพของคนไทยสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทุกสาขาให้ผลิตองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง และผลักดันไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่สามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิต สร้างสรรค์คุณค่า พัฒนาคุณภาพชีวิต อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยปรับมาตรการจูงใจทางการเงินการคลัง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาให้พัฒนาขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พัฒนานวัตกรรมที่นำไปสู่การพึ่งตนเอง สามารถลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และปรับระบบจูงใจด้านการเงิน พร้อมกับจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ ให้ความสำคัญกับการคุ้มครอง การแบ่งปันผลประโยชน์ การนำองค์ความรู้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ มีองค์กร กลไก รับผิดชอบโดยตรง
6. เสริมสร้างครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง มีสัมพันธ์ภาพที่ดี เกิดความอบอุ่น รักษา สืบทอดวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีสู่คนรุ่นต่อไป
- ส่งเสริมการออมระดับครัวเรือนที่มุ่งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยกระตุ้นให้คนไทยมีการออมในรูปแบบต่างๆ อาทิ พันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ การประกันชีวิตและสุขภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและส่งผลให้การออมรวมของประเทศมีเพียงพอที่จะนำมาลงทุนพัฒนาประเทศ
- เสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมแบบบูรณาการและบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งส่งเสริมการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกอย่างจริงจัง ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส เด็กและสตรี ป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด
- เสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ภายใต้กรอบกฎหมาย จารีตประเพณี วัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สร้างความตระหนักถึงคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและผู้อื่น ส่งเสริมความเสมอภาคของบทบาทหญิงและชาย โดยเฉพาะบทบาทผู้หญิงในการบริหารและการปกครองทุกระดับให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทุกระดับโดยใช้หลักคุณธรรมและจริยธรรมเป็นเครื่องมือ
- คนไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แม้คดียาเสพติดมีแนวโน้มลดลงแต่พัฒนาการของยาเสพติดและการค้าในรูปแบบใหม่เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมรับมือ อาทิ เช่น ทางอินเตอร์เน็ต ไปรษณีย์ ขณะเดียวกันการก่ออาชญากรรมยังมีแนวโน้มสูงขึ้น
7. นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ สนับสนุนให้ทุกคนในสังคมเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง และนำไปปฏิบัติใช้ในการดำเนินชีวิตและบริหารจัดการธุรกิจ อย่างถูกต้องและทั่วถึง
8. ให้ทุกคนได้รับหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลายประเภทอย่างทั่วถึง สามารถป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงที่เผชิญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการประกอบอาชีพ สร้างรายได้และการดำรงชีวิตให้มีความมั่นคง
สรุปเลือกใช้แนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อมิให้ชาวชนบทเข้ามาแออัดทำมาหากินในเมือง และอยากกลับไปร่วมอยู่ร่วมสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นของตน ด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อทรัพยากรและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยเลือกวิเคราะห์ศักยภาพทางสังคมไทยไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยใช้องค์ประกอบโครงสร้างของสังคม 6 มิติ คือ มิติทางเศรษฐกิจ ด้านการเกษตร การอุตสาหกรรม พาณิชกรรม การท่องเที่ยวการบริการการค้าเสรี มิติทางสังคม ชนบท และเมือง มิติทางวัฒนธรรมมิติทางการเมืองการปกครอง ระบบประชาธิปไตย การกระจายอำนาจและธรรมาภิบาล มิติสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ กระแสโลการภิวัตน์ และมิติเทคโนโลยี คอมพิเตอร์ นาโน สารสนเทศ อินเทอร์เน็ต ซึ่งเกิดวิกฤตจากโครงสร้างของสังคมมิติต่างๆ ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมล่าช้า จึงเสนอกลยุทธ์ช่วยแก้ไขปัญหาชาติให้พ้นวิกฤตได้โดย การพัฒนาคนไทยให้มีคุณธรรมนำความรู้ เสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ การจัดการองค์ความรู้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดการความรู้ระดับประเทศ ที่มุ่งสร้างศักยภาพทางการแข่งขันในเวทีโลกบนฐานของการพึ่งตนเองตามศักยภาพของคนไทย เสริมสร้างครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง มีสัมพันธ์ภาพที่ดี นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ให้ทุกคนได้รับหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลายประเภทอย่างทั่วถึงทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการย้ายถิ่นของประชาชนในชนบทเข้ามาทำงานในเมืองจนขาดสมดุลนั่นเอง
By Phatrsamon Rattanangkun
บทความที่เกี่ยวข้อง:
Subscribe to:
Posts (Atom)